ทำความรู้จักการสอบ “ielts”

เชื่อว่าหลายคนจะต้องเคยได้ยินเรื่องของการทดสอบ ielts หรือการสอบไอเอล การทดสอบวัดผลระดับนานาชาติที่เต็มไปด้วยคุณภาพได้รับการยอมรับจากหลายประเทศทั่วโลก การสอบ ielts คืออะไร? ไปทำความรู้จักการสอบไอเอล เพื่อใช้เป็นแนวทางในการทำความเข้าใจและเตรียมพร้อมสำหรับผู้ที่กำลังจะสมัครสอบไอเอลกัน การสอบ ielts คืออะไร? การสอบ ielts หรือ ย่อมาจาก International English Language Testing System เป็นการทดสอบวัดความสามารถทางด้านภาษา สำหรับผู้ที่ต้องการนำผลสอบไอเอลไปใช้ในการศึกษาและฝึกอบรมหรือทำงานองค์กรที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร โดยการสอบ ielts ได้ถูกออกแบบการทดสอบจาก Cambridge English Language Assessment, British Council และ IDP : IELTS Australia ที่ได้ร่วมมือในการพัฒนาและออกแบบข้อสอบให้มีมาตรฐานในระดับนานาชาติและได้รับการยอมรับจากสถาบันการศึกษา องค์กรภาครัฐและเอกชนรวมไปถึงบริษัทต่างๆกว่า 140 ประเทศทั่วโลก เช่นประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศอังกฤษ รวมทั้งประเทศไทยด้วย อีกทั้งยังผลสอบไอเอลยังเป็นแบบทดสอบเดียวที่ได้รับการยอมรับจากองค์กรตรวจคนเข้าเมืองในประเทศ สำหรับการสอบไอเอลนั้นจะเป็นการวัดระดับความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษทั้ง 4 ทักษะคือ การพูด การฟัง การอ่าน และการเขียน โดยบททดสอบแต่ละทักษะนั้นจะมีผลคะแนนที่แยกกันอย่างชัดเจนเพื่อที่จะทำให้รู้ถึงความสามารถด้านการใช้ภาษาของผู้เข้าสอบไอเอล   ประเภทของการสอบไอเอล สำหรับการทดสอบ ielts นั้นจะถูกแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบคือ General Training Modules การสอบไอเอลเพื่อฝึกอบรม สำหรับผู้ที่ต้องการไปทำงานหรือฝึกอบรมในต่างประเทศในระยะเวลาสั้นๆและในองค์กร สถาบันที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก Academic Module การสอบไอเอลเพื่อการศึกษาต่อระดับปริญญาตรี ปริญญาโทและปริญญาเอก ในต่างประเทศ เป็นแบบทดสอบเชิงวิชาการเพื่อสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาในสถาบันการศึกษาระดับสูงในประเทศที่สื่อสารและใช้ระบบการศึกษาเป็นภาษาอังกฤษเป็นหลัก โดยผลการสอบ ielts จะช่วยเป็นองค์ประกอบในการตัดสินใจรับนักศึกษาของสถาบันนั้นๆเพื่อให้ได้ทราบถึงคุณสมบัติและทักษะด้านภาษาอังกฤษของนักศึกษา   นอกจากการสอบ ielts จะใช้เพื่อการศึกษาต่อและเข้าทำงานหรือฝึกอบรมแล้ว การสอบและเรียนไอเอลยังช่วยทำให้ผู้สอบประสบความสำเร็จในการใช้ภาษาอังกฤษมากยิ่งขึ้น ทำให้การเรียนรู้และการทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นถึง 63 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ที่สำคัญการเตรียมตัวสอบและเรียนไอเอลยังช่วยทำให้คุณสามารถที่จะใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันได้ดีกว่าเดิมอีกด้วย และนี่ก็เป็นข้อควรรู้เกี่ยวกับการสอบไอเอลที่จะทำให้คุณได้เข้าใจและนำเป็นแนวทางในการเตรียมพร้อมสมัครสอบไอเอลได้ดีมากยิ่งขึ้น

Continue reading »

การหางานปัจจุบัน

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีและประเทศไทยจะมีการพัฒนาและก้าวไหนไปไกล แต่ความหลากหลายของรูปแบบการทำงานและกลุ่มคนรวมไปถึงปัญหาเศรษฐกิจจึงนำมาซึ่งปัญหาด้านการหางาน สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้เผยว่าจำนวนคนว่างงานในเดือนมกราคม ปี 2560 สูงกว่าเดือนมกราคม 2559 อยู่ที่ประมาณ 102,000 คน โดยมีจำนวนคนว่างงานทั้งหมด 449,000 คน และเป็นคนที่จบปริญญาตรีมากที่สุด แต่ทั้งนี้ตัวเลขทั้งหมดก็ไม่ได้สะท้อนถึงปัญหาด้านการว่างงานมากนัก เพราะยังคนอีกจำนวนมากที่ทำงานด้านอิสระ ค้าขาย หรือเกษตรกรรม   แต่ถึงแม้ว่าการว่างงานจะไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่ แต่ก็ควรให้ความสำคัญกับกาหางานในปัจจุบันนี้มากยิ่งขึ้น สำหรับคนที่ว่างงาน กำลังมองหางานใหม่ หรือเพิ่งเรียนจบ ก็ควรที่จะเรียนรู้และศึกษาถึงวิธีการหางานในปัจจุบัน ที่ต้องรู้จักใช้ช่องทางในการสมัครงาน การมองหางานต่างๆให้เข้ายุคสมัยในปัจจุบันนี้ ทั้งนี้เรามาดูกันว่าการหางานในปัจจุบันนี้ที่มีโอกาสในการได้งานสูงนั้นสามารถทำได้อย่างไรบ้าง เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสมัครงานตามที่คุณต้องการ   1.การหางานผ่านทางเว็บไซต์ ปัจจุบันนี้การหางานผ่านช่องทางเว็บไซต์นิยมเป็นอย่างมาก โดยเริ่มตั้งแต่การเสิร์ชผ่าน Google หรือเว็บไซต์สำหรับหางานต่างๆที่จะมีการบอกรายละเอียดในการทำงาน ฐานเงินเดือน คุณสมบัติไว้อย่างครบถ้วน บางแห่งก็ช่วยในการเป็นสื่อกลางเพื่อส่งเอกสารหรือนำเสนอประวัติและข้อมูลของคนที่กำลังทำงาน สิ่งที่คุณจะต้องทำก็คือพยายามหารายละเอียดต่างๆของแต่ละเว็บไซต์ หมั่นตรวจเช็คและสอบถามถึงการประกาศรับสมัครงานแต่ละที่ เชื่อว่าคุณจะต้องมีงานที่ถูกใจและเหมาะสมสำหรับคุณอย่างแน่นอน       2.การทำงานผ่านทาง Facebook ปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบันนี้ Facebook เป็นจุดศูนย์กลางของการสื่อสารทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยที่มีคนนิยมเล่น Facebook กันอย่างมาก ภายใน Facebook นั้นจะมีทั้งกลุ่มและเพจเฟซบุ๊คสำหรับประกาศหางาน ประกาศรับสมัครงาน และเป็นสื่อกลางในการกล่าวถึงรายละเอียดต่างๆ คุณควรเลือกกลุ่มหรือเพจเฟซบุ๊คที่มีความน่าเชื่อถือหรืออยู่ในพื้นที่ที่คุณอยู่ เพื่อที่จะเพิ่มช่องทางการสมัครงานให้ดีและสะดวกมากยิ่งขึ้น โดยการหางานผ่านทาง Facebook นั้นคุณจะต้องพร้อมที่จะทำงานและพูดคุยถึงรายละเอียดอยู่เสมอ ถ้าหากว่าแต่ละโพสต์การประกาศรับสมัครงานมีที่อยู่ติดต่อ เบอร์โทรศัพท์หรืออีเมล์ทิ้งไว้ คุณจะต้องโทรหรือติดต่อในตอนนั้น อย่าเพียงแค่แสดงความคิดหรือทักอินบ็อกซ์ไป เพราะโอกาสจะเป็นของคนที่เริ่มต้นก่อนเสมอ   3.การหางานด้วยตนเอง การสมัครงานด้วยตนเองหรือแบบ Walk-in การเดินเข้าไปสมัครงานกับบริษัทหรือองค์กรที่คุณสนใจ เพื่อที่จะสามารถเริ่มต้นหรือรู้ผลตอบรับได้ทันที โดยการสมัครงานด้วยตนเองนั้นให้คุณใช้รายละเอียดจากการประกาศหางานจากเว็บไซต์ สื่อโซเชียลมีเดียต่างๆและเตรียมเอกสารความพร้อม เข้าไปคุยกับที่บริษัทและยื่นเอกสารสมัครทันที หรือไม่ก็อาจจะเป็นการเข้าไปสมัครในบริษัทที่คุณสนใจ บริษัทที่เกี่ยวข้องกับสายงาน และยื่นเอกสารไว้หลายๆที่เพื่อที่จะได้เพิ่มช่องทางและโอกาสในการได้ทำงานมากยิ่งขึ้น สำหรับการหางานด้วยตนเองหรือแบบ Walk-in นั้นคุณจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมทั้งเรื่องเครื่องแต่งกาย ความน่าเชื่อถือ เอกสารที่ครบถ้วน เรซูเม่หรือประวัติส่วนตัวที่ใส่รายละเอียดต่างๆอย่างดี เพื่อที่จะทำให้คุณดูพร้อมและตั้งใจสำหรับการทำงานมากยิ่งขึ้น   สำหรับการหางานในปัจจุบันนี้สิ่งที่คุณจะต้องเตรียมตัวไว้เพื่อแสดงถึงความเป็นมืออาชีพและเพิ่มโอกาสที่จะได้งานมากยิ่งขึ้นก็คือ 1.ข้อมูลของบริษัท คุณจะต้องศึกษาข้อมูลของบริษัทให้พร้อมว่าน่าเชื่อถือหรือไม่ เหมาะสำหรับคุณหรือเปล่า วัฒนธรรมในองค์กรเป็นอย่างไรรวมไปรายละเอียดต่างๆที่จะเป็นการเตรียมตัวที่ดีทั้งตอนพูดคุย ยื่นเอกสาร การสัมภาษณ์งาน และการทำงาน Resume ในปัจจุบันนี้องค์กรต่างๆให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมเรื่อง เรซูเม่เป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นคุณจะต้องใส่ใจการเขียนเรซูเม่ ตั้งแต่ประวัติส่วนตัว คุณสมบัติ ความสามารถและประสบการณ์ในการทำงาน เพื่อที่จะแสดงถึงความเป็นมืออาชีพและดึงดูดความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น 3.การสัมภาษณ์งาน ในการหางานปัจจุบันนี้บางครั้งคุณจะต้องเตรียมตัวรับมือกับการสัมภาษณ์งานทันทีตั้งแต่ยื่นในสมัคร หรือตั้งแต่วันแรกที่คุยรายละเอียด เพราะฉะนั้นจะต้องศึกษาข้อมูลต่างๆของบริษัทให้พร้อม การเตรียมตัวด้านการพูดและความน่าเชื่อถือ   ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้การหางานในจะมีแนวโน้มที่ยากขึ้นเรื่อยๆอีกทั้งยังมีคนจำนวนมาก มีความสามารถที่แตกต่างกันกำลังมองหางานเช่นเดียวกับตัวเรา แต่สิ่งที่คุณจะต้องยึดมั่นไว้เสมอก็คือ ความตั้งใจจริงในการหางานและทุ่มเทศึกษารายละเอียดต่างๆอยู่เสมอ ต้องมีความพร้อมในแต่ละด้าน หมั่นสังเกต หมั่นค้นคว้าตามช่องทางการประกาศสมัครงานต่างๆในโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ หรือป้ายประกาศ รวมไปถึงตามบริษัทต่างๆที่คุณจะเข้าไปติดต่อสอบถามด้วยตนเอง ถ้าหากว่าคุณมีความเชื่อมั่นและตั้งใจจริงในการหางานและรู้จักใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์จะต้องสามารถหางานที่เหมาะสมกับตนเองและเต็มไปด้วยความราบรื่นในการหางาน สมัครงาน สัมภาษณ์งานไปจนถึงการทำงานได้อย่างแน่นอน เพียงเท่านี้ปัญหาการว่างงานจะต้องไม่เกิดกับตัวคุณทั้งตอนนี้และในอนาคตแน่นอน

Continue reading »
วิธีการทำงานร่วมกับคนต่างวัย

วิธีการทำงานร่วมกับคนต่างวัย

สิ่งที่เราทุกคนจะต้องพบเจอในทุกๆการทำงาน ก็คือช่องว่างระหว่างวัยของเพื่อนร่วมงาน ที่ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นใหม่ คนที่มีประสบการณ์ อายุเยอะกว่า อายุน้อยกว่า ซึ่งวัยที่ต่างๆกันก็จะนำมาซึ่งความแตกต่างทางด้านทัศนคติ การสื่อสาร ทางความคิดและการดำเนินชีวิตต่างๆ แต่ทั้งนี้การที่จะเรียนรู้และปรับตัวให้สามารถทำงานร่วมกับคนต่างวัยก็ไม่ใช่เรื่องง่าย วันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆกับวิธีการทำงานกับคนที่มีอายุต่างกันที่จะสามารถนำไปเป็นแนวทางและใช้รับมือกับปัญหาเหล่านี้ได้อย่างนี้และนำมาซึ่งการอยู่ร่วมกันและทำงานในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ 1.รู้จักช่วงวัย ในปัจจุบันนี้เราสามารถจัดแบ่งคนทำงานออกได้เป็น 3 กลุ่มตามช่วงอายุคน โดยแต่ละช่วงวัยก็จะมีอุปนิสัยที่แตกต่างกัน ในช่วงเริ่มต้นนั้นเราควรทำความเข้าใจและเรียนรู้ถึงการใช้ชีวิตและความเป็นอยู่ของคนแต่ละ Gen เพื่อที่จะนำมาซึ่งการปรับตัวให้ดีมากยิ่งขึ้น – เบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer) กลุ่มคนเบบี้บูมเมอร์ คือคนที่เกิดในช่วงหลังสงครามโลกครั้ง 2 ตั้งแต่ พ.ศ. 2489 – 2507 โดยคนกลุ่มเจริญเติบโตมาจากยุคที่เต็มไปด้วยความเจริญก้าวหน้าและโอกาสต่างๆ จึงทำให้เป็นคนที่ความอดทนสูง ทำงานเก่ง มีชีวิตเพื่อทำงาน แต่ก็มองโลกในแง่ดี มีความเป็นตัวของตัวเอง รักการทำงานเป็นทีม และยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น ให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นอย่างมากและก็ยึดติดกับเรื่องลำดับอาวุโส – Generation X หรือ Gen X กลุ่มคนGen X เป็นคนที่เกิดในช่วง พ.ศ. 2508 – 2522 โดยเติบโตในช่วงที่มีความเจริญแล้ว อีกทั้งยังเกิดพร้อมๆกับการพัฒนาด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีต่างๆ คนกลุ่มนี้จะเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ เป็นง่ายๆ มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่เน้นทางการ แต่เน้นความสบายใจ โดยคนกลุ่มนี้มักจะทำให้ความสำคัญกับเรื่องครอบครัวและงาน เน้นทำงานคนเดียว มีความคิดเปิดกว้าง พร้อมที่จะน้อมรับความคิดเห็นและคำแนะนำอยู่เสมอ แต่ก็ไม่ชอบพึ่งพาใคร – Generation Y หรือ Gen Y กลุ่มคน Gen Y คือคนที่เกิดในช่วง พ.ศ. 2523 – 2540 โดยคนกลุ่มนี้เติบโตมาท่ามกลางการพัฒนาของการเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตที่มีอิสระทางความคิดและการเรียนรู้ที่เปิดกว้าง คนทำงานที่อยู่ในกลุ่ม Gen Y จึงเป็นที่มีความสามารถ มีความคิดสร้างสรรค์และแปลกแหวกน้อย ชอบด้านเทคโนโลยี ไม่ชอบอยู่ในกรอบ ไม่ชอบการตั้งเงื่อนไขหรือกฎระเบียบ 2.ให้ความเคารพผู้อื่นเสมอ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มช่วงวัยใดสิ่งที่คุณจะต้องปฏิบัติอยู่เสมอก็คือการเคารพผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความอาวุโสและประสบการณ์ที่เขามี และเช่นเดียวกันถ้าหากคุณมากประสบการณ์ ก็ควรที่จะให้ความเคารพผู้อื่นอยู่เสมอ ความสุภาพและความอ่อนน้อมถ่อมตนจะนำมาซึ่งการทำงานที่ราบรื่นและสามารถสื่อสารกันด้วยความเข้าใจ 3.พัฒนาตนเองอยู่เสมอ การทำงานร่วมกับคนต่างวัยนั้นคุณจะต้องรู้จักพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ในเรื่องการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นคนช่วงอายุไหน ก็ต้องพร้อมที่น้อมรับความคิดเห็นของผู้อื่น รู้จักรับผิดเมื่อผิดพลาด และใส่ใจในการพัฒนาศักยภาพของการทำงาน การแชร์และแสดงความคิดเห็นของคนแต่ละช่วงวัยในการทำงาน สามารถที่จะนำมาประยุกต์ใช้และนำมาซึ่งการทำงานที่เข้ากันดี 4.รู้จักวางตัว คุณจะต้องรู้จักการวางตัวในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นช่วงอายุไหน เก่งกาจมาจากไหน มีประสบการณ์มากหรือน้อย อย่าไปแสดงการอวดรู้ ยกตนข่มท่าน หรือปืนเกลียวกับผู้อื่น ให้เกียรติคนที่ทำงานด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ใหญ่ที่เขาทำงานมาก่อน สิ่งเหล่านี้จะช่วยกระชับความสัมพันธ์กับคนในที่ทำงาน เมื่อคุณปฏิบัติและวางตัวดีกับเขา เขาก็จะทำแบบเดียวเช่นกันกับคุณ 5.ยอมรับและรู้จักใจกว้าง เรียกว่าเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ถ้าหากคุณอยากที่จะทำงานร่วมกับคนต่างวัยอย่างมีความสุขและราบรื่น ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงอายุใดก็ตาม ก็ต้องเปิดใจให้กว้างและพร้อมที่จะยอมรับความแตกต่างและลักษณะการทำงานของแต่ละคน เข้าใจพฤติกรรมและวิถีชีวิตหรือสไตล์ของแต่ละวันที่เขาจะแสดงออกมา ยินดีรับฟังความคิดเห็นพวกเขาอยู่เสมอ ต้องเรียนรู้ว่าแต่ละวัยนั้นเขานิสัยอย่างไร ต้องการอะไร คิดหรือทำอย่างไร และเมื่อคุณรู้แล้วก็จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการทำงาน ที่จะสามารถช่วยลดการเกิดปัญหาต่างๆได้เป็นอย่างดี 6.ตั้งใจทำงาน สิ่งหนึ่งที่คุณจะต้องตระหนักและตั้งเป้าหมายไว้ก็คือ การทำงานที่ดีและมีประสิทธิภาพ เมื่อคุณเข้ากับคนที่ทำงานได้ดีแล้วก็ควรที่จะมุ่งมั่นตั้งใจทำงานอย่างดี เน้นเป้าหมายให้การทำงานสำเร็จเป็นหลัก อย่าไปคิดหรือใส่ใจมากกับเรื่องคนอื่น ใครจะมาสาย ใครไม่ทำงาน ใครทำอย่างดีหรือไม่ดี เราต้องยอมรับและปล่อยวาง และคิดไว้เสมอว่าผลลัพธ์ของการทำงานจะต้องมาก่อนเสมอ การทำงานในองค์กรที่มีความแตกต่างด้านอายุนั้นไม่ใช่ปัญหาในการทำงานเลยถ้าหากเราเรียนรู้ที่จะปรับปรุงแก้ไข เข้าใจกันและกัน รักในงานและองค์กร มีความตั้งใจที่จะนำความสำเร็จมาให้กับบริษัท และพร้อมที่จะยอมรับ เปิดใจและเรียนรู้นิสัยและลักษณะของแต่ละคน เพียงเท่านี้ไม่ว่าจะแตกต่างทางวัย หรือมีอะไรที่ไม่เหมือนกัน ก็สามารถที่จะทำงานร่วมกันได้อย่างแน่นอน

Continue reading »
โยคะเหินฟ้า (Aerial Flow Yoga)

โยคะเหินฟ้าคืออะไร แล้วมีดีอย่างไรบ้าง

เชื่อว่าหลายๆ คนที่ตามกระแสรักสุขภาพที่มาแรงแบบไม่มีตกในบ้านเราย่อมต้องอยากหาวิธีออกกำลังกายที่ตัวเองชอบหรือสไตล์การออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตัวเองอยู่แน่นอน เพราะคนรักสุขภาพอาจไม่ได้ปลื้มการวิ่งหรือการเล่นเวทหนักๆ เสมอไป เพราะฉะนั้นเราจึงมีวิธีออกกำลังกายที่ช่วยทั้งเรื่องการลดน้ำหนัก ปรับสมดุลของร่างกาย จิตใจและอารมณ์อย่างครบเครื่อง นั่นก็คือการเข้าคลาสโยคะสำหรับการลดน้ำหนักนั่นเอง ซึ่งในประเทศไทยของเรานั้นการเล่นโยคะนั้นเป็นที่นิยมมาเป็นเวลานานแล้ว จนกระทั่งปัจจุบันได้เกิดคลาสโยคะหลายๆ ประเภทขึ้นใหม่มากมาย และวันนี้เราจะไปดูกันว่าหนึ่งในสุดยอดคลาสโยคะสำหรับการรักษาสุขภาพที่ดีในประเทศไทยนั้น มีชื่อว่า โยคะเหินฟ้า (Aerial Flow Yoga) อะไรคือโยคะเหินฟ้า โยคะชนิดนี้เป็นโยคะรูปแบบใหม่ ได้รับความนิยมมาไม่นานนี้ เป็นการฝึกโยคะบนอุปกรณ์ที่เรียกว่า Hammock ซึ่งจะช่วยให้คุณลอยในอากาศแล้วยังสามารถหมุนได้ถึง 360 องศานั่นเอง ซึ่งสามารถช่วยให้คุณทำการฝึกท่าต่างๆได้มากมายและเกิดประสิทธิภาพสูงในการเล่นโยคะต่อทั่วร่างกายของคุณ แล้วการฝึกโยคะเหินฟ้า หรือ Aerial Flow Yoga นั้นได้อะไรบ้าง เรามาลองดูกัน! ใช้อวัยวะทุกส่วนของร่างกาย เนื่องจากวิธีการและการฝึกโยคะชนิดนี้จำเป็นต้องขยับอวัยวะทุกส่วนในร่างกาย รวมถึงกล้ามเนื้อที่มีการยืดหรือ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา นอกจากนั้นยังมีส่วนช่วยให้ข้อต่อต่างๆในร่างกายของคุณเพิ่มความแข็งแรงมากขึ้นด้วย จากการเคลื่อนที่ของโยคะชนิดนี้ ช่วยทางด้านสภาวะจิตใจให้ดีขึ้น อย่างที่พวกเราหลายๆคนรู้กันอยู่แล้ว การออกกำลังกายนั้นมีส่วนช่วยให้สภาวะจิตใจดีขึ้น แล้วอะไรคือสิ่งที่โยคะเหินฟ้านั้นช่วยพวกเรา เวลาออกกำลังกายด้วยโยคะชนิดนี้ เพราะว่า การเล่นโยคะนั้นชวยลดความเครียดและช่วยให้จิตใจไม่มีความกังวล เนื่องจากเราต้องมีการควบคุมลมหายใจและสรีระต่างๆเวลาเล่นโยคะนั้นเอง รวมถึงยังช่วยให้คุณลดความกังวลระหว่างวันและช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ต่างๆให้คุณอีกด้วย เพิ่มประสิทธิภาพในการเคลื่อนไหว เนื่องจากโยคะชนิดนี้ช่วยให้คุณเคลื่อนไหวได้อย่างเป็นอิสระ แล้วยังลดแรงกระแทกต่างอีกด้วยโดยการเคลื่อนไหวอยู่ในอากาศนั้นเอง การเคลื่อนที่ในอากาศนั้นลดแรงตึงในกระดูกและกล้ามเนื้อต่างๆ ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวได้อย่างสุดความสามารถขณะคุณฝึกท่าโยคะต่างๆนั่นเอง โดยเฉพาะบริเวณกระดูกสันหลังและหัวไหล่ ซึ่งมีโอกาสน้อยครั้งมากที่จะได้เคลื่อนไหวในส่วนนี้ขณะใช้ชีวิตประจำวันทั่วๆไป แก้ปัญหาการปวดหลัง อย่างที่ทุกๆคนรู้กันอยู่ว่า การที่เล่นโยคะชนิดนี้คือการห้อยตัวและเคลื่อนตัวด้วยท่าต่างๆ ทำให้เส้นประสาทไขสันหลัง รวมถึงข้อต่อสะโพกต่างๆ ลดการเกิดแรงกระแทกหรือแรงกดต่อหลังของเราได้ดีขึ้น ซึ่งช่วยให้คุณรู้สึกโล่งและบรรเทาอาการปวดหลังของคุณไปพร้อมๆกัน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพต่อระบบย่อยอาหาร โยคะเหินฟ้านั้น ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆมากมาย ซึ่งการเคลื่อนไหวนี้เอง ทำให้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการย่อยอาหารอย่างเห็นได้ชัดเพราะการเคลื่อนมากขึ้น ทำให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหว จึงช่วยให้ย่อยอาหารได้ดีขึ้นนั่นเอง ทำให้มีความสุขมากขึ้น ขณะที่เราเล่นโยคะเหินฟ้านั้น ตัวเราจะลอยอยู่ในอากาศ ซึ่งช่วยให้สารอาดีนาลีนหลั่งออกมามากขึ้น ซึ่งสารตัวนี้ช่วยทำให้เราได้รับฮอร์โมนความสุขต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ซีโรนิน(serotonin) เอนโดฟิน(endorphins) ออกซีโทซิน(oxytocin) โดฟามาย(dopamine) ซึ่งสารทั้งหมดเหล่านี้ช่วยให้คุณรู้สึกมีพลังและกระชับกระเฉงมากขึ้น ที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนี้เป็นเพียงข้อดีบางส่วนเท่านั้น ซึ่งจริงๆแล้วโยคะเหินฟ้า หรือ Aerial Flow Yoga นั้น มีประโยชน์มากมายในการช่วยทั้งสภาวะจิตใจและร่างกายให้ดีขึ้น ถ้ามีโอกาสอยากให้ไปลิ้มลองรสชาติของโยคะชนิดนี้ดูนะครับ ไม่แน่มันอาจทำให้ชีวิตคุณดีขึ้น แต่สุดท้ายนี้การทำอะไรก็ตามไม่ว่าจะออกกำลังกาย ทำงาน ใช้ชีวิตอย่างหักโหมมากเกินไป ดังนั้นควรทำอะไรอย่างพอเหมาะ และพอดี เพื่อชีวิตที่ดีพอนะครับ

Continue reading »
ยุคที่ผู้ที่ผู้บริโภคเปลี่ยนการซื้อของมาเป็นออนไลน์มากขึ้น

ยุคที่ผู้ที่ผู้บริโภคเปลี่ยนการซื้อของมาเป็นออนไลน์มากขึ้น

ตลาดออนไลน์ ถือเป็นแหล่งตลาดซื้อขายสินค้าขนาดใหญ่และทรงอิทธิพลมากที่สุดในขณะนี้ เนื่องจากเป็นตลาดที่มีลูกค้ากระจายอยู่ทั่วโลก  และยังทำการตลาดได้ง่ายกว่าการตลาดในรูปแบบเดิม จึงส่งผลให้ผู้บริโภคได้เปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อของในรูปแบบเดิมมาเป็นออนไลน์มากขึ้น   ส่วนเสน่ห์ของตลาดออนไลน์ก็คงจะหนีไม่พ้นในเรื่องของความสะดวกรวดเร็วในการเข้าถึงผู้บริโภค และการจับจ่ายซื้อขายที่สามารถทำได้ผ่านอุปกรณ์สื่อสารผ่านปลายนิ้วของตัวเอง ซึ่งนอกจากจะประหยัดเวลาค่าเดินทางไปเลือกซื้อของแล้วยังช่วยประหยัดในเรื่องงบประมาณในการซื้อสินค้าได้อีกด้วย เพราะการซื้อแบบออนไลน์นั้นเราสามารถเลือกได้ตั้งแต่แหล่งต้นทางในการขายสินค้า ราคา คุณภาพ มาตรฐาน จำนวน ร้านค้าออนไลน์บางร้านยังมีการเคลมหรือรับประกันสินค้า ที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ รวมไปถึงมีโปรโมชั่นที่เป็นขนมหวานล่อตาล่อใจ เย้ายวนให้กดสั่งของ แล้วโอนเงิน ให้ผู้บริโภคมาซื้อของออนไลน์ เช่น การรับเปลี่ยนสินค้าที่มีตำหนิ หรือ การเก็บเงินปลายทาง โปรโมชั่นซื้อ 1 แถม 1 เป็นต้น   นอกจากสิ่งที่บอกกันไปแล้วข้างต้น การซื้อของออนไลน์ยังมีข้อดีและช่วยตอบโจทย์ลูกค้าในยุคนี้อย่างโดนใจมาก ก็คงจะเป็นในเรื่องของราคาสินค้าที่มีให้เลือกซื้อหากันได้ตามความพอใจ ความหลากหลายของสินค้าที่มีหลายเกรด หลายขนาด ไม่ต้องมีพนักงานมากวนใจเวลาเลือกสินค้า และมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้นในการซื้อสินค้านั่นเอง และถึงแม้ว่าการเลือกซื้อสินค้าออนไลน์จะมีข้อเสียอยู่บ้างในเรื่องของลูกค้าอาจจะต้องเลือกและระวังผู้ขายที่ไมมีความซื่อสัตย์ หรือไม่มีจรรยาบรรณในการขาย หรืออาจจะมีความกังวลว่าจะถูกหลอก หรือสินค้าที่ได้มาไม่ตรงกับที่ต้องการเพราะไม่มีโอกาสที่จะได้ทดลองสวมใส่เหมือนกับการเลือกซื้อสินค้าจากหน้าร้านหรือห้างสรรพสินค้า แต่หากเทียบคะแนนความนิยมในการขายสินค้าระหว่างการเลือกซื้อขายบนโลกออนไลน์กับการซื้อสินค้าจากหน้าร้าน ก็เชื่อได้เลยว่าลูกค้าในปัจจุบันนี้ต้องสนใจและเลือกช่องทางในการขายสินค้าแบบออนไลน์กันอยางแน่นอน

Continue reading »

เคล็ดลับการเตรียมตัวสอบ IELTS

การเตรียมตัวที่ดี นำไปสู่โอกาสที่เพิ่มมากขึ้น ใครที่กำลังเตรียมตัวในการสอบ IELTS ไม่ว่าจะเป็นเพื่อเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยและวิทยาลัย ทั้งในประเทศหรือต่างประเทศ รวมทั้งจะใช้ในการเข้าทำงาน หรือยื่นเรื่องวีซ่าทำงานก็ตามล้วนต้องมีผลคะแนนสอบ IELTS ทั้งนั้นค่ะ วันนี้เรามีเคล็ดลับในการเตรียมตัวสอบ IELTS ให้ได้คะแนนสูงจากประสบการณ์จริงมาฝากเพื่อนๆ ให้ได้ลองนำไปใช้กันดูค่ะ การสอบ  IELTS  แบ่งออกเป็น 4 ส่วนดังนี้ค่ะ Listening Part เราต้องฝึกทักษะ ในการฟัง ให้คล่องค่ะ เพราะในการสอบนั้น ข้อสอบจะมี 40 ข้อ แบ่งเป็น 4 พาร์ท คือ 1) บทสนทนา ที่อาจเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ระหว่างคนสองคน 2) เนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องต่างๆในชีวิตประจำวันและในสังคม ซึ่งเป็นการพูดคนเดียว 3) เนื้อหาด้านการศึกษาหรือการฝึกอบรมต่างๆ เป็นการสนทนาของกลุ่มคน 4) หัวข้อด้านวิชาการโดยเป็นการพูดคนเดียวใช้เวลาในการสอบนาน 30 นาที ซึ่งจะมีเวลาในการเขียนเพียง 10 นาทีเท่านั้น โดยข้อสอบจะเริ่มจากง่ายไปยากเค้าจะให้เราฟังแค่รอบเดียวเท่านั้นค่ะ สำเนียงที่ใช้คือ  British English (BE) โดยเคล็ดลับที่ เรานำมาฝากนั้นง่ายมากเลยค่ะ ให้เพื่อนๆ ตื่นเช้ามาเปิดทีวี หรือจะเข้าเว็บไซต์ เพื่อดูข่าว BBC  แล้วหัดฟังบ่อยๆ จนคุ้นหู จากนั้นหาภาพยนตร์หรือซีรี่ส์ภาษาอังกฤษ แบบปิด Subtitle มาดูค่ะ หรืออาจจะฟังภาษาจากคลิปต่างๆ ที่เราสนใจก็ได้ค่ะ โดยขณะที่เราฟังก็ลองจับใจความดูว่า ใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร จากนั้นก็ลองหาข้อสอบเก่าๆ มาลอง จับเวลาทำดู  ฝึกการเขียนคำตอบโดย ใช้อักษรตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมดค่ะ เพื่อป้องกันความผิดพลาด เพราะเราไม่แน่ใจว่า จะต้องเขียนแบบไหน คำตอบจึงจะถูกต้อง และในการเขียนคำตอบนั้น ให้เพื่อนๆ เขียนคำตอบลงในกระดาษคำถามก่อนนะคะ เพราะหลังจากฟังจบ เค้าจะมีเวลา ให้เรากรอกคำตอบลงในกระดาษคำตอบ นั่นเองค่ะ Reading Part ทดสอบทักษะการอ่าน ข้อสอบมี 40 ข้อ ซึ่งในการสอบในพาร์ทนี้ จะให้เวลาในการทำ 60 นาที แต่เราควรทำให้เสร็จภายใน 50 นาทีนะคะ เผื่อเราจะได้มีเวลาทบทวน โดยข้อสอบจะเป็นข้อสอบบทความเชิงวิชาการ และข่าวค่ะ ประมาณ 3 – 4 เรื่อง/บทความ ซึ่งลักษณะคำถามนั้น จะเป็นแบบให้เราเขียนตอบค่ะ เช่น การเรียงลำดับ การเติมคำ ในประโยค Matching True/False/Not Given หรือแบบปรนัย เราจึงควรฝึกอ่านและแปลความให้คล่องนะคะ  โดยเคล็ดลับของเราก็คือการอ่านบทความ หนังสือภาษาอังกฤษ และอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ ที่เราสนใจบ่อยๆ นั่นเองค่ะ ซึ่งจะทำให้เรา เกิดความคุ้นเคย กับภาษาทางการมากขึ้น เมื่อเราอ่านจนคล่องแล้ว ก็ท่องศัพท์ให้จำจนขึ้นใจ จากนั้น ก็มาลองฝึกทำข้อสอบดูค่ะ โดยจับเวลา ในการทำ โดยเวลาที่เราอ่านข้อสอบนั้นให้เรา อ่านคร่าว ๆ 1 รอบก่อน จับใจความของสาระเนื้อหา แล้วกลับไปอ่านคำถาม ก็จะทำให้เราได้คำตอบที่ถูกต้องค่ะ

Continue reading »

TOEIC จะนำมาใช้ในการทำงานได้อย่างไร

อย่างที่เราทราบดีว่าหากต้องการได้งานในงานที่ได้รับค่าตอบแทนสูงอย่างงานของสายการบิน งานด้านการโรงแรม ด้านการท่องเที่ยว การค้าระหว่างประเทศที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารเป็นหลักจะมีระบุไว้ในประกาศรับสมัครงานเลยว่าต้องการคะแนน TOEIC เท่าไหร่ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะต้องการคะแนนอยู่ที่ 500-600 คะแนน แต่ก็มีพวกเราหลายคนที่ได้มากกว่า 800 คะแนนหรือพุ่งไปที่ 900 เรียกได้ว่าเกือบเต็มเลยทีเดียวซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ที่เคยผ่านการเรียนในโรงเรียนนานาชาติหรือจบทางด้านภาษาโดยเฉพาะ Cr. Freepik.com มีคำถามว่าทำไมบริษัทเหล่านี้จึงต้องให้ความสำคัญกับผลสอบ TOEIC ด้วย เป็นเพราะว่าการสื่อสารเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการทำงาน หากมีการสื่อสารผิดงานก็ผิดพลาดตามไปด้วย TOEIC จึงถูกนำมาเป็นตัวกลางในการยืนยันคุณสมบัติของผู้สมัครงานว่ามีความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมเพราะ TOEIC เป็นการสอบที่ได้มาตราฐานและใช้แบบทดสอบที่เป็นสากล หลายคนเตรียมตัวสอบ TOEIC โดยเน้นท่องจำคำศัพท์และเก็งข้อสอบเพียงเพื่อให้ผ่านการทดสอบเท่านั้น ซึ่งอาจส่งผลเสียกับการทำงานในอนาคตได้ การเขียนอีเมลโต้ตอบภายในและภายนอกองค์กร เรื่องเบสิคอย่างการสื่อสาร โต้ตอบผ่านอีเมลนั้นถึงแม้บางบริษัทจะไม่ได้เคร่งครัดเรื่องแกรมม่าหรือไวยากรณ์เน้นให้สามารถสื่อสารได้เข้าใจแต่อีเมลนี้อาจถูกส่งต่อไปยังคนอื่น ๆ ในองค์กรรวมถึงผู้บังคับบัญชาและผู้บริหารด้วย ดังนั้นจึงควรใช้ภาษาให้สละสลวยและหมาะสมคุณจะช่วยให้ดูน่าเชื่อถือและได้รับความไว้วางใจให้ทำงานที่สำคัญแน่นอน Cr. Freepik.com การสื่อสารกับคู่ค้าและลูกค้าด้วยการฟังและพูด สำหรับธุรกิจที่ทำการซื้อขายระหว่างประเทศนั้นการต้องพูดคุยประสานงานกับชาวต่างชาติด้วยภาษาอังกฤษเป็นเรื่องปกติเกือบทุกวันเลยก็ว่าได้ การทดสอบการฟังในห้องสอบ TOEIC ว่าหินแล้ว การฟังชาวต่างชาติพูดภาษาอังกฤษที่มีสำเนียงแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศอาจทำให้ให้คุณหัวหมุนได้ แต่หากพื้นฐานของคุณแน่นปึ้กก็ไม่มีอะไรต้องกลัว Cr. Freepik.com ข้อมูลที่สำคัญที่ต้องเรียนรู้ในการทำงาน หากเป็นบริษัทข้ามชาติหรือบริษัทที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร เอกสารที่ใช้ในงาน เช่น ข้อมูลจำเพาะของสินค้าและบริการที่เราต้องศึกษานั้นส่วนใหญ่จะเป็นภาษาอังกฤษเพื่อให้ทุกคนสามารถทำความเข้าใจได้ตรงกัน ทักษะการอ่านและตีความจึงมีความสำคัญอย่างมากทีเดียว จะเห็นได้ว่าถึงแม้เราจะสามารถเบิกทางเข้าสู่ตำแหน่งที่ตั้งใจในบริษัทที่ฝันได้แต่ก็อาจประสบปัญหาในการทำงานได้หากเรามีพื้นฐานที่ไม่แข็งแรง แต่หากคุณมีความมุ่งมั่น พยายามและใฝ่เรียนรู้อยู่เสมอเชื่อว่าคุณจะสามารถประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานได้แน่นอน

Continue reading »

หลักความเชื่อมีผลกับการทำธุรกิจ

นานมาแล้วที่วิทยาศาสตร์และความเชื่อที่เป็นเหมือนเส้นขนานของกันและกันถูกนำมาเป็นรากฐานในการสร้างสิ่งต่าง ๆ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นจากการสร้างบางสิ่งตามความเชื่อก็มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มารองรับแต่บางเรื่องก็ไม่มี เรื่องของโชคลางและเครื่องรางนำโชคนั้นมีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แม้แต่นักธุรกิจใหญ่ที่ประสบความสำเร็จจะสร้างตึกสำนักงานยังต้องให้ซินแสช่วยดูฮวงจุ้ยเพราะมั่นใจว่าจะช่วยให้กิจการของเค้าเหล่านั้นร่ำร่วย มั่งคั่ง เรื่องแบบนี้ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ในปัจจุบันจึงมีคนนำเครื่องรางและสิ่งที่จะนำโชคมาให้ผู้ใช้งานนั้นมาขายซะเลย ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นจากความเชื่อนั้นก็อยู่ใกล้ตัวเราอย่างนึกไม่ถึงเลยทีเดียว Cr. Pexels.com เลขสวยเบอร์ดี เร็ว ๆ นี้น่าเราจะได้เห็นค่ายโทรศัพท์มือถือหลายค่ายต่างนำเบอร์โทรเลขสวยออกมาดึงดูดให้ผู้ใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ย้ายค้ายหรือเปิดเบอร์ใหม่เพิ่มเพื่อเพิ่มรายได้ค่าบริการรายเดือนแก่ค่าย แท้จริงแล้วศาสตร์แห่งตัวเลขนั้นมีการศึกษากันมานานแล้วแต่ละเลขก็มีความหมายแตกต่างกันไป เมื่อนำมาจับคู่กันก็จะมีผลที่ดีมากหรือร้ายมากก็ได้ ซึ่งมีความคิดเห็นจากผู้ที่เคยเปลี่ยนเบอร์แล้วพบว่าชีวิตเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ทำให้ศาสตร์แห่งตัวเลขเบอร์โทรศัพท์มือถือยิ่งดูน่าเชื่อถือมากขึ้นและบางเบอร์ขายต่อกันในราคาหลายหมื่นเลยทีเดียว ดูดวงรายวัน เป็นอีกธุรกิจที่สร้างรายได้ได้เรื่อย ๆ เริ่มต้นจากการเสียค่าครูหรือค่าดูดวงให้แก่ผู้ศึกษาโหราศาสตร์ทำนายทายทักกัน จากนั้นเริ่มมีการพัฒนาเป็นการดูดวงออนไลน์ผ่านเว็บไซต์หรือแอพพลิเคชั่นต้องสมัครสมาชิก จ่ายค่าสมาชิกเพื่อดูดวงรายวันของตนเอง รวมถึงมีบริการส่งข้อความดวงประจำวันไปยังโทรศัพท์มือถือแล้วเก็บค่าบริการเป็นรายข้อความด้วย Cr.pexels.com ดูฮวงจุ้ย เป็นศาสตร์จีนเก่าแก่ที่นักธุรกิจให้ความเชื่อถือกันมากเพราะบางหลักการนั้นก็สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์จริง ๆ ฮวงจุ้ยนั้นนอกจากเป็นเรื่องของทิศทางและการจัดวางตำแหน่งแล้วยังต้องสอดคล้องกับวันเดือนปีนักกษัตริย์ที่ผู้เป็นเจ้าของสถานที่เกิดด้วย ดังนั้นซินแสที่สามารถให้คำแนะนำด้านฮวงจุ้ยได้นั้นก็เรียกได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญอีกแขนงหนึ่งซึ่งก็ต้องมีค่าน้ำร้อนน้ำชาให้ท่านไม่น้อยเช่นกัน เครื่องรางที่มีสีมงคล สีมงคลถูกนำมาเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าหลายชิ้นไม่ว่าจะเป็น เครื่องประดับหินสี กระเป๋าสตางค์ สีรถยนต์ เฟอร์นิเจอร์ วอลเปเปอร์ สีทาบ้าน โดยถูกทำเป็นสินค้าที่มีสีนำโชคสำหรับผู้ที่เกิดในวันต่าง ๆ Cr. Pexels.com ถ้าหากถามว่าหลักความเชื่อนั้นมีผลกับการทำธุรกิจหรือไม่ ให้ลองเปิดใจแล้วเปลี่ยนคำถามใหม่ว่าทำไมนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จถึงเลือกที่จะเชื่อสิ่งเหล่านี้และถ้าทำได้คุณจะลองทำตามความเชื่อเหล่านี้ดูไหม  

Continue reading »

มารยาทในที่ทำงาน ความแตกต่างด้านวัฒนธรรม

ด้วยการสื่อสารที่ล้ำสมัยทำให้เส้นขีดแบ่งของชาติ ภาษาถูกทำลายลง การทำงานร่วมกันระหว่างคนชาติต่าง ๆ บริษัทข้ามชาติที่มาเปิดสำนักงานอยู่ในประเทศไทยมีให้เห็นอยู่มากมาย หลายคนก็ใฝ่ฝันและต้องการที่จะได้ทำงานในบริษัทนานาชาติ เนื่องจากเงื่อนไขหลายอย่าง ทั้งความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน รายได้ที่มากกว่าเพราะบริษัทส่วนใหญ่ก็เป็นบริษัทระดับสากล มีไม่น้อยที่เป็นบริษัทชั้นนำระดับโลก บรรยากาศการทำงาน สวัสดิการต่าง ๆ ก็ดึงดูดให้น่าเข้าไปทำงานมากกว่า แต่สิ่งหนึ่งที่คุณควรจะรู้เมื่อตั้งเป้าหมายเข้าทำงานในบริษัทต่างชาติก็คือ เรื่องมารยาทต่าง ๆ ในการทำงานอันเนื่องมาจากความแตกต่างทางวัฒนธรรมของแต่ละชาติ โดยเฉพาะชาติยอดนิยมที่คนไทยนิยมไปทำงานร่วมด้วย   1 ชาวอังกฤษ หากคุณต้องทำงานร่วมกับชาวอังกฤษ คนอังกฤษเป็นชาติที่ขึ้นชื่อในเรื่องของมารยาทมากที่สุด โดยเฉพาะมารยาทในเรื่องเวลา คนอังกฤษตรงต่อเวลาที่สุด การมาสายแม้แต่ 1-2 นาทีจะทำให้พวกเขาอารมณ์เสียหากคาดว่าจะสายต้องมีการแจ้งล่วงหน้า คนอังกฤษให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นทีม งานของคนอังกฤษมักจะระดมความคิด วิจารณ์จริงจังหาข้อสรุป แบ่งหน้ที่ทำงานชัดเจน   2 ชาวฝรั่งเศส คนฝรั่งเศสจะเป็นคนแสดงออกชัดเจนและทันทีทันใด ไม่มีอ้อมค้อม มีกฏเกณฑ์ชัดเจนและทำตามกฏเคร่งครัดมาก มีรสนิยมที่ดีและรักศิลปะ เมื่อมีการวิจารณ์จะวิจารณ์ชัดเจนและตรง  ชอบให้มีการแจ้งล่วงหน้าในการนัดหมายหรือทำสิ่งต่าง ๆ   3 ชาวญี่ปุ่น เป็นชาติที่จริงจังมากในการทำงาน ทุ่มเทและขยัน มีหลักการชัดเจนและมีระเบียบวินัยในการทำงามาก หากคุณทำงานในบริษัทของคนญี่ปุ่น ความขยันจะทำให้คุณก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้อย่างรวดเร็ว   4 ชาวอเมริกัน ชาวอเมริกันให้ความสำคัญกับคนที่มีความสามารถสูง มีความคิดสร้างสรรค์ มีความตั้งใจสูงในงานและผลงานที่เกิดขึ้น ชอบคนทำงานที่กล้าแสดงออก กล้าเสนอความคิดและมีใจที่จะพัฒนาองค์กรไปร่วมกัน โดยเฉพาะคนที่มีบุคลิกกระตือรือร้นจะก้าวหน้าในบริษัทอเมริกันมาก ไม่ชอบการทำงานในแบบเช้าชามเย็นชาม งานของคนอเมริกันจะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบและพัฒนาเสมอ ดังนั้นผู้ร่วมงานจึงต้องตื่นตัวและเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลา   5 ชาวเยอรมัน คนเยอรมันจะยึดในรูปแบบที่เป็นระเบียบในทุก ๆ สิ่งที่ทำ อะไรก็ตามที่ตกลงกันแล้วต้องเป็นไปตามนั้น รูปแบบขององค์กรมีการตีกรอบไว้อย่างตายตัว มักไม่ยืดหยุ่น การทำงานกับชาวเยอรมัน ถ้าคุณเข้าใจในรูปแบบและเนื้อหางานอย่างดี คุณปรับตัวเข้ากับระบบงานได้คุณจะก้าวหน้าในงาน เพราะการทำงานจะเป็นไปตามนั้นทุกอย่างไม่ต้องกลัวว่าจะผิดเพี้ยนเลย   การปรับตัวและเรียนรู้วัฒนธรรมของบริษัทนานาชาติที่ได้เข้าไปทำยังช่วยลดความกดดันและปัญหาต่าง ๆ ทำให้การทำงานของคุณในบริษัทต่างชาติก้าวหน้าและราบรื่นด้วย

Continue reading »

10 วิธีแต่งบ้านตามหลักฮวงจุ้ย

ศาสตร์แห่งฮวงจุ้ยคือศาสตร์จีนที่ว่าด้วยเรื่องของสถานที่ซึ่งมีความสัมพันธ์กับผู้คนที่ใช้สถานที่แห่งนั้น ทั้งที่อยู่อาศัย ที่ทำงาน ฮวงจุ้ยได้ถูกค้นพบ ศึกษา และรวบรวมมากว่าพันปี เจ้าของบ้านที่มีความเชื่อถือในฮวงจุ้ยเชื่อว่าการนำหลักฮวงจุ้ยไปออกแบบจัดแต่งที่อยู่อาศัย ผู้อาศัยในบ้านก็จะเกิดทั้งความรุ่งเรือง สิริมงคลและอยู่สบาย วิธีแต่งบ้านตามหลักฮวงจุ้ยนั้นสามารถทำได้ไม่ยาก คือ   1. การจัดวางตำแหน่งเตียงนอน การจัดวางเตียงนอนสิ่งที่ไม่ควรทำประการแรกก็คือไม่ควรหันหัวเตียงไปทางหน้าต่างและไม่ตั้งตรงกับประตูห้อง เพราะทำให้อารมณ์หงุดหงิด นอนไม่หลับ เนื่องจากในใจจะคิดกังวลถึงความไม่ปลอดภัย และไม่ตั้งไว้ในจุดใกล้กับน้ำเช่นห้องน้ำแท้งค์น้ำ หรือเตาไฟ เพราะจะมีผลต่อสุขภาพ   ผนังห้องรับแขกควรเรียบไม่เว้าเข้าไปหรือโค้งนูนออกมา เพราะพลังชี่ไม่สมดุลย์และมีผลต่อโชคลาภรวมถึงเงินทองของคนในบ้านทำให้โชคลาภไม่ใหลเวียนเข้ามาในบ้าน หรือเข้ามาแล้วก็ออกไปอย่างรวดเร็ว   3. ไม่ควรติดกระจกขนาดใหญ่ในห้องรับแขก การติดกระจกอาจทำให้ห้องดูกว้างขึ้นก็จริง แต่ตามหลักฮวงจุ้ยกระจกจะสะท้อนเงาของคนที่อยู่ในห้อง ทำให้เกิดความไม่สงบ ดูเหมือนคนพลุกพล่านไม่เป็นส่วนตัว ห้องรับแขกหรือห้องนั่งเล่นควรรู้สึกนิ่งสงบอยู่แล้วผ่อนคลาย   การติดน้ำพุบริเวณบ้านใช่ว่าจะเป็นผลดีเสมอไป หลายบ้านและสำนักงานนิยมติดน้ำพุ เนื่องจากน้ำพุคือสัญลักษณ์ของเงินและทรัพย์ แต่การติดน้ำพุให้ดีตัองมีหลักที่ถูก น้ำพุที่ตกลงมาแล้วไหลลงเป็นทางจะทำให้เงินไหลออก ส่วนน้ำพุที่มีความแรงมากไปเงินจะเข้าเร็วแต่ก็ออกไปเร็วเก็บไม่อยู่   5. ตำแหน่งโต๊ะทำงานโฮมออฟฟิศที่ดี ตำแหน่งตั้งโต๊ะทำงานควรให้หลังชิดผนัง ไม่นั่งหันหลังชนหน้าต่างหรือประตู เพราะจะเกิดความไม่มั่นคงของตำแหน่งการงาน ไม่หันเข้ากำแพงเพราะมีผลต่อความคิดตันและอึดอัด เครียด   6. ทาวน์เฮ้าส์หรืออาคารพาณิชย์ที่ดี ทาวน์เฮ้าส์และอาคารพาณิชน์ต้องมีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสมบูรณ์ไม่มีส่วนขาดเว้าเกิน ถึงจะถือว่าเป็นร้านหรือบ้านที่ดี   7. หลักการตกแต่งครัวที่ดี ครัวที่ดี น้ำและไฟต้องอยู่ห่างกัน เตาไฟและอ่างล้างจานต้องมีระยะห่างกันพอสมควร   ครัวที่ทำให้บ้านอุดมสมบูรณ์ ครัวในบ้านที่ดี เป็นมงคลควรอยู่หลังบ้าน ไม่ควรมีประตูหลังและมีความกว้างมากพอ ครัวจะต้องมีพื้นต่ำกว่าพื้นหน้าบ้านจึงจะเก็บเงินอยู่   9. ทาสีบ้านตามสีมงคลในศาสตร์ฮวงจุ้ย สีของที่อยู่อาศัยควรเป็นโทนเย็นและสีอ่อน เช่นสีฟ้า สีครีม สีเขียวจะร่มเย็นเป็นสุข สีของร้านค้าและธุรกิจเหมาะกับสีสด เช่นสีทอง สีแดงและสีเหลือง   10. รั้วและลานหน้าบ้าน บ้านที่ดีตามฮวงจุ้ยควรมีพื้นที่โล่งระหว่างรั้วและตัวบ้าน ยิ่งมีมากยิ่งเป็นมงคล บ้านที่ปลูกติดรั้วนั้นไม่มงคล   ทั้ง 10 ประการนี้คือวิธีการที่จะตกแต่งบ้านตามหลักที่ถูกต้องของศาสตร์ฮวงจุ้ย ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์และความเจริญแก่บ้านและสมาชิกในบ้านได้

Continue reading »