งานแบบไหนเหมาะสำหรับคนรักธรรมชาติ

ในปัจจุบันนี้มีอาชีพที่หลากหลายในสังคม แต่ละงานก็จะมีลักษณะในการทำงานที่แตกต่างกันไป ซึ่งนอกเหนือจากการเลือกทำงานตามความถนัด ตามวิชาชีพที่เรียนมารวมไปถึงฐานเงินเดือนและความมั่นคงในชีวิตแล้ว หลายคนก็เลือกที่จะทำงานตามสไตล์และความชื่นชอบของตนเอง รวมไปถึงคนที่รักธรรมชาติหลายคนก็ต่างต้องการที่จะทำอาชีพในแบบตนเองชื่นชอบ ได้ใกล้ชิดกับต้นไม้ ลำธาร ภูเขาและความสวยงามของสถานที่ทางธรรมชาติต่างๆ ว่าแล้วเราไปดูกันเถอะว่างานแบบไหนที่เหมาะสำหรับคนที่รักธรรมชาติเป็นชีวิตจิตใจ เพื่อเป็นแนวทางให้คุณเจองานที่ใช่สำหรับตัวเองกัน ช่างถ่ายภาพ เป็นอีกหนึ่งอาชีพในฝันของใครหลายคนที่เหมาะสำหรับคนที่รักการเดินทางและธรรมชาติเป็นอย่างมาก เพราะคุณสามารถที่จะถ่ายรูปวิวทิวทัศน์ต่างๆ แหล่งท่องเที่ยว ภูเขา ทะเล และสถานที่ธรรมชาติต่างๆ ได้ตามต้องการ สามารถที่จะทำเป็นอาชีพฟรีแลนซ์ นำภาพถ่ายฝีมือคุณไปขายในเว็บไซต์ชื่อดัง หรือรับถ่ายรูปแบบอิสระรวมไปถึงเป็นช่างถ่ายภาพประจำก็ดีไม่ใช่น้อย เรียกได้ว่าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่มีฝีมือด้านถ่ายภาพและชอบธรรมชาติเป็นอย่างมาก มัคคุเทศก์ อาชีพของคนรักการท่องเที่ยวที่ให้บริการนำเที่ยวแก่นักท่องเที่ยว เรียกได้ว่าเป็นงานในฝันของใครหลายคน เพราะนอกจากจะมีรายได้ดีแล้ว ยังเหมาะสำหรับคนที่รักธรรมชาติ ชอบท่องเที่ยวและมีความเข้าใจในสถานที่ต่างๆเป็นอย่างดี ได้ใกล้ชิดกับภูเขา ป่าเขา ท้องทะเล เพียงแค่คุณมีใจรักในงานบริการ พร้อมลุยทุกสถานการณ์ นักเขียน ถือว่าเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่สร้างความสุขให้กับคนรักธรรมชาติไม่ใช่น้อยเลยทีเดียวในยุคแห่งเทคโนโลยีที่สามารถทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าจะเป็นจะเป็นนักเขียนบล็อกเกอร์ที่แชร์เรื่องราวของตนเองในการท่องเที่ยวต่างๆผ่านทางเว็บไซต์ หรือจะเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์สายท่องเที่ยว นักเขียนบทความอิสระที่สามารถทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา รวมไปถึงนักเขียนนิยาย เขียน E-book ที่สามารถไปแวะเติมไอเดียดีๆได้ตามแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่น่าสนใจอย่างมากเลยทีเดียว เกษตรกร ถึงแม้จะเป็นยุคแห่งดิจิตอล แต่คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันก็มักจะหันหน้าเข้าหาธรรมชาติ ออกไปทำการเกษตร เลี้ยงสัตว์ ทำฟาร์มเกษตรต่างๆที่นอกจากจะสร้างรายได้ดีแล้วยังมีเวลาได้พักผ่อน และอยู่ใกล้ชิดจากธรรมชาติอีกด้วย และนี่ก็เป็นคำแนะนำเกี่ยวกับงานที่เหมาะสมกับคนรักธรรมชาติที่รับรองเลยว่าคุณจะสดชื่น และได้เพลิดเพลินไปกับความสดใส และธรรมชาติที่สวยงามกับงานในสไตล์ที่คุณชื่นชอบแน่นอน  

Continue reading

วิธีช่วยให้สมองปลอดโปร่งในช่วงเช้าของวันทำงาน

เชื่อว่าคนทำงานทุกคนจะต้องเคยรู้สึกว่าตอนเช้าช่างยากเย็นในการลุกขึ้นจากเตียง ดูไม่สดชื่น ไม่กระปรี้กระเปร่า ไม่อยากทำอะไรเลย และที่สำคัญคิดอะไรไม่ค่อยออก ไอเดียไม่มี สมองไม่ปลอดโปร่ง จนบางครั้งก็พาลทำให้งานของวันนั้นไม่ราบรื่นไปเสียดื้อๆ ซึ่งต้องบอกเลยว่าปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ไม่ยาก สำหรับใครที่กำลังเกิดอาการแบบนี้ล่ะก็ ไปทำความรู้จักกับวิธีช่วยให้สมองปลอดโปร่งในช่วงเช้าของวันทำงานกัน นอนหลับให้เพียงพอ เรียกได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากเลยทีเดียวสำหรับการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอที่ควรจะอยู่ที่ 6 – 8 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อที่จะทำให้ร่างกายได้รับการฟื้นฟู สมองได้พักผ่อนและเติมพลังงานพร้อมที่จะลุยในเช้าวันถัดไป ลองเปลี่ยนเวลานอนเป็นหัวค่ำ ตื่นในช่วงเช้าตรู่ รับรองเลยว่าจะทำให้คุณสดชื่น เกิดไอเดียใหม่ๆ พร้อมลุยงานตลอดทั้งวันแน่นอน ดื่มน้ำตอนเช้า การดื่มน้ำในตอนเช้าหลังตื่นนอนจะช่วยฟื้นฟูและกระตุ้นร่างกายและสมองให้สดชื่นหลังจากที่นอนหลับพักผ่อนและไม่ได้ดื่มน้ำมาตลอดทั้งคืน อีกทั้งยังการดื่มน้ำยังช่วยกระตุ้นระบบขับถ่ายและระบบต่างๆในร่างกายได้เป็นอย่างดีอีกด้วย เพราะนั้นดื่มน้ำสักแก้วหลังตื่นนอนทันที เพื่อเช้าที่สดใส รับประทานอาหารเช้า คุณรู้หรือไม่การรับประทานอาหารเช้า เป็นวิธีง่ายๆที่จะทำให้คุณมีพลังในการสร้างสรรค์ผลงานและเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดทั้งวัน เพราะฉะนั้นในช่วงเช้าอย่าลืมละเลยการรับประทานอาหารเช้าเด็ดขาด เพราะอาจจะทำให้คุณหมดเรี่ยวแรง และคิดอะไรไม่ออกก็ได้ ฟังเพลงสบายๆ แทนที่จะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเพื่อเช็คโซเชี่ยล ลองเปลี่ยนมาเปิดเพลงเพราะๆ เพลงโปรดของคุณแล้วค่อยขยับตัวไปมา ลุกขึ้นมานั่งพักผ่อนสบายๆ คุณรู้หรือไม่ว่าการฟังเพลงเบาๆในตอนเช้า จะทำให้คุณสดใสและมีพลังอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว ออกกำลังกายสักหน่อย การออกกำลังกายเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่แนะนำอย่างยิ่งเลยทีเดียว ลองลุกขึ้นมาเช้ากว่าเดิมสักหน่อย ออกกำลังเบาๆด้วยการวิ่งหรือเดินเล่นรับแสงแดดยามเช้า หรือถ้าหากไม่มีเวลาก็อาจจะเป็นการออกกำลังกายช่วงเย็น ก็จะทำให้คุณมีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่ดี สมองปลอดโปร่งในทุกวันแน่นอน นอกจากนี้อย่าลืมที่จะให้เวลากับตัวเองได้ลองนั่งสบายๆ รับชมธรรมชาติหรืออยู่กับตัวเองสัก 5 – 10 นาทีต่อวัน ยิ้มกว้างๆเพื่อที่จะทำให้คุณอารมณ์ดี พร้อมจะลุยงานและสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ สดชื่นและสดใสตลอดทั้งวันอย่างแน่นอน

Continue reading

ข้อดีของการทำงานใน home office

สภาพแวดล้อมและสถานที่ในการทำงานนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากที่จะสร้างความผ่อนคลาย ความรู้สึกมั่นคงทางจิตใจพร้อมที่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนอกจากการทำงานในองค์กรและบริษัทที่มีมาตรฐาน ออฟฟิศที่ดีแล้วอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยในปัจจุบันนี้ก็คือการทำงานใน home office  ที่ทำงานและที่พักอาศัยที่ผสมผสานและออกแบบมาได้อย่างลงตัว คุณสามารถที่จะเนรมิตออฟฟิศมาไว้ภายในบ้าน สำหรับใครที่กำลังตัดสินใจหรือสนใจที่จะทำงานใน home office เราก็มีข้อดีของการทำงานใน home office เพื่อเป็นแนวทางประกอบการตัดสินใจของคุณได้ง่ายยิ่งขึ้น ที่จอดรถสะดวก เพียงพอและประหยัดค่าใช้จ่าย การทำงานใน home office สิ่งที่จะทำให้คุณคุ้มค่าเป็นอันดับต้นๆเลยก็คือเรื่องของที่จอดรถ ที่คุณสามารถจอดรถได้ถึง 4 – 6 คันตามขนาดของ home office เพียงพอต่อผู้ประกอบการและออฟฟิศ โดยที่คุณไม่ต้องเสียค่าจอดรถเพิ่มเติม home office ไม่ต้องเดินทาง สะดวกในการทำงาน home office เป็นทั้งที่พักและที่ทำงานที่แสนจะลงตัว คุณไม่ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปฝ่าฟันรถติดหรือเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวหรือฝนตกหนักในแต่ละวัน คุณสามารถที่จะเดินออกจากเตียง อาบน้ำแต่งตัวและมานั่งทำงานได้ตามที่ต้องการ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริง ประหยัดทั้งเวลา ประหยัดค่าเดินทางอีกด้วย home office ที่สุดแห่งการประหยัด อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า home office เป็นสถานที่ทำงานที่ทำให้คุณประหยัดเป็นอย่างมาก เริ่มต้นตั้งแต่ค่าที่พัก ค่าเดินทาง ค่าจอดรถ ประหยัดต้นทุน มีพื้นที่ห้องครัวสำหรับทำอาหาร ให้ประหยัดค่าอาหาร และอื่นๆอีกมากมายที่เรียกได้ว่าจะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้คุณได้มีเงินเก็บออมและต่อยอดในการทำงานหรือทำธุรกิจได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว home office  ตกแต่งได้ตามต้องการ ส่วนใหญ่แล้ว home office จะมีพื้นที่และชั้นตั้งแต่ 1 – 5 ขึ้นไปตามรูปแบบของแต่ละพื้นที่ ซึ่งคุณสามารถจัดแบ่งสัดส่วนในการตกแต่ง การแบ่งห้องได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องรับแขก ห้องประชุม และส่วนของการทำงาน กำหนดแนวทาง ตกแต่งออฟฟิศได้อย่างที่ต้องการ เรียกได้ว่า home office เป็นที่สุดแห่งการจุดประกายความคิดเลยทีเดียว สิ่งที่ทำให้ home office ได้รับความนิยมและถูกจับตามองอย่างมากก็คือความสะดวกสบาย ทำให้เรารู้สึกอิสระทางด้านการทำงาน ด้านความคิด สามารถที่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นภายใต้รูปแบบออฟฟิศที่เป็นทั้งที่พักอาศัย เป็นทั้งที่ทำงาน ที่เรียกได้ว่าคุ้มค่า ประหยัดและช่วยเสริมคุณภาพชีวิตและมาตรฐานการทำงานได้อย่างดีเยี่ยม  

Continue reading

การทำงานร่วมกับชาวต่างชาติ

 ปัจจุบันนี้ต้องบอกเลยว่าเป็นยุคแห่งการเปิดกว้างด้านการทำงาน และภาษา มีบริษัทต่างประเทศที่เข้ามาทำธุรกิจในเมืองไทยมากมาย รวมไปถึงมีคนไทยจำนวนมากที่ไปทำงานในต่างประเทศจำนวนมากเช่นเดียว เนื่องจากมีโอกาสในการเติบโต มั่นคงและเป็นการเพิ่มศักยภาพในการทำงานของเราไปอีกขั้นหนึ่ง แต่ทั้งนี้การทำงานกับชาวต่างชาตินั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีความแตกต่างกันทางภาษา เชื้อชาติและวัฒนธรรม ที่ทำให้เราอดกังวลไม่ได้ว่าจะเกิดปัญหาอะไรหรือเปล่า เพราะฉะนั้นเราจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อที่จะเสริมสร้างความมั่นใจให้มากที่สุด ทำงานร่วมกับชาวต่างชาติอย่างไรให้ราบรื่น ไปดูเทคนิคดีๆที่กัน   เรียนรู้ด้านภาษา สิ่งแรกเลยคือคุณจะต้องเรียนรู้ด้านภาษาอยู่เสมอ ไม่ว่าความสามารถด้านภาษาของคุณจะอยู่ในระดับไหนก็ต้องทำการศึกษา ค้นคว้า เรียนรู้ให้มากที่สุด อัพเดทข้อมูลข่าวสาร คำศัพท์ ประโยคต่างๆที่ต้องใช้ในการทำงาน การสื่อสาร เพื่อที่จะทำให้เรามีความพร้อมและพูดคุยกันได้อย่างตรงไปตรงมา และที่สำคัญสื่อสารกันอย่างตรงจุด ไม่ผิดพลาดด้วย   ตรงต่อเวลา ต้องบอกเลยว่าชาวต่างชาตินั้นมีอุปนิสัยที่ตรงต่อเวลาเป็นอย่างมาก ถ้าหากเวลาที่เล่น พักผ่อนก็จะผ่อนคลายแบบเต็มที่ แต่ถ้าถึงเวลาทำงานขึ้นมาเมื่อไหร่จะตั้งใจสุดความสามารถ เพราะฉะนั้นคุณก็จะต้องปรับตัวเรื่องของเวลาให้ตรงตามกำหนด เพื่อที่จะทำให้การทำงานของคุณและทีมงานเป็นไปอย่างราบรื่น   มีความรับผิดชอบ แสดงความจริงใจและจริงจังในการทำงานออกมาให้เต็มที่ มีความรับผิดชอบในส่วนของงานตัวเอง ไม่ว่าเพื่อนร่วมงานหรือเจ้านายของคุณจะเป็นชาวต่างชาติ แต่ถ้าหากคุณแสดงถึงความรับผิดชอบ กระตือรือร้น คอยรายงานพร้อมอัพเดทงานที่ทำให้สมบูรณ์แบบก็จะช่วยให้เขาเห็นถึงความตั้งใจและการทำงานที่มีประสิทธิภาพของคุณ   มั่นใจในการสื่อสาร ต้องบอกเลยว่าคนไทยส่วนใหญ่นั้นมีอุปนิสัยที่ขี้อาย ไม่มีความมั่นใจและไม่กล้าที่จะแสดงออก เรียกได้ว่าถ้าหากเจอชาวต่างชาติก็จะยิ่งหนีหรือไม่กล้าที่จะพูดคุยสื่อสาร เพราะฉะนั้นคุณมั่นใจและบอกตัวเองไว้ว่าเราต้องการที่จะแสดงความคิดเห็น กล้าพูดในสิ่งที่ตนเองคิด กล้าถามเมื่อเวลาที่คุณไม่เข้าใจ อย่าเพียงแค่เก็บเอาไว้ไม่กล้าที่จะพูดออกมา ให้ทำเหมือนว่าชาวต่างชาติคือเพื่อนคนไทย คือเจ้านายคนไทย ถ้าหากคุณมีความคิดเห็นอะไรเปิดใส่ให้เต็มที่เพื่อที่จะทำให้เขาได้เห็นถึงความสามารถและศักยภาพในตัวคุณ นอกจากนี้คุณควรที่จะเรียนรู้ถึงด้านวัฒนธรรมของชาวต่างชาติในแต่ประเทศของคุณด้วยว่ามีอุปนิสัย ข้อควรระวังหรืออะไรบ้างที่จะทำให้คุณเตรียมตัวและทำงานกับได้อย่างราบรื่น เป็นทีมเวิร์คมากที่สุด

Continue reading

การหางานปัจจุบัน

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีและประเทศไทยจะมีการพัฒนาและก้าวไหนไปไกล แต่ความหลากหลายของรูปแบบการทำงานและกลุ่มคนรวมไปถึงปัญหาเศรษฐกิจจึงนำมาซึ่งปัญหาด้านการหางาน สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้เผยว่าจำนวนคนว่างงานในเดือนมกราคม ปี 2560 สูงกว่าเดือนมกราคม 2559 อยู่ที่ประมาณ 102,000 คน โดยมีจำนวนคนว่างงานทั้งหมด 449,000 คน และเป็นคนที่จบปริญญาตรีมากที่สุด แต่ทั้งนี้ตัวเลขทั้งหมดก็ไม่ได้สะท้อนถึงปัญหาด้านการว่างงานมากนัก เพราะยังคนอีกจำนวนมากที่ทำงานด้านอิสระ ค้าขาย หรือเกษตรกรรม   แต่ถึงแม้ว่าการว่างงานจะไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่ แต่ก็ควรให้ความสำคัญกับกาหางานในปัจจุบันนี้มากยิ่งขึ้น สำหรับคนที่ว่างงาน กำลังมองหางานใหม่ หรือเพิ่งเรียนจบ ก็ควรที่จะเรียนรู้และศึกษาถึงวิธีการหางานในปัจจุบัน ที่ต้องรู้จักใช้ช่องทางในการสมัครงาน การมองหางานต่างๆให้เข้ายุคสมัยในปัจจุบันนี้ ทั้งนี้เรามาดูกันว่าการหางานในปัจจุบันนี้ที่มีโอกาสในการได้งานสูงนั้นสามารถทำได้อย่างไรบ้าง เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสมัครงานตามที่คุณต้องการ   1.การหางานผ่านทางเว็บไซต์ ปัจจุบันนี้การหางานผ่านช่องทางเว็บไซต์นิยมเป็นอย่างมาก โดยเริ่มตั้งแต่การเสิร์ชผ่าน Google หรือเว็บไซต์สำหรับหางานต่างๆที่จะมีการบอกรายละเอียดในการทำงาน ฐานเงินเดือน คุณสมบัติไว้อย่างครบถ้วน บางแห่งก็ช่วยในการเป็นสื่อกลางเพื่อส่งเอกสารหรือนำเสนอประวัติและข้อมูลของคนที่กำลังทำงาน สิ่งที่คุณจะต้องทำก็คือพยายามหารายละเอียดต่างๆของแต่ละเว็บไซต์ หมั่นตรวจเช็คและสอบถามถึงการประกาศรับสมัครงานแต่ละที่ เชื่อว่าคุณจะต้องมีงานที่ถูกใจและเหมาะสมสำหรับคุณอย่างแน่นอน       2.การทำงานผ่านทาง Facebook ปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบันนี้ Facebook เป็นจุดศูนย์กลางของการสื่อสารทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยที่มีคนนิยมเล่น Facebook กันอย่างมาก ภายใน Facebook นั้นจะมีทั้งกลุ่มและเพจเฟซบุ๊คสำหรับประกาศหางาน ประกาศรับสมัครงาน และเป็นสื่อกลางในการกล่าวถึงรายละเอียดต่างๆ คุณควรเลือกกลุ่มหรือเพจเฟซบุ๊คที่มีความน่าเชื่อถือหรืออยู่ในพื้นที่ที่คุณอยู่ เพื่อที่จะเพิ่มช่องทางการสมัครงานให้ดีและสะดวกมากยิ่งขึ้น โดยการหางานผ่านทาง Facebook นั้นคุณจะต้องพร้อมที่จะทำงานและพูดคุยถึงรายละเอียดอยู่เสมอ ถ้าหากว่าแต่ละโพสต์การประกาศรับสมัครงานมีที่อยู่ติดต่อ เบอร์โทรศัพท์หรืออีเมล์ทิ้งไว้ คุณจะต้องโทรหรือติดต่อในตอนนั้น อย่าเพียงแค่แสดงความคิดหรือทักอินบ็อกซ์ไป เพราะโอกาสจะเป็นของคนที่เริ่มต้นก่อนเสมอ   3.การหางานด้วยตนเอง การสมัครงานด้วยตนเองหรือแบบ Walk-in การเดินเข้าไปสมัครงานกับบริษัทหรือองค์กรที่คุณสนใจ เพื่อที่จะสามารถเริ่มต้นหรือรู้ผลตอบรับได้ทันที โดยการสมัครงานด้วยตนเองนั้นให้คุณใช้รายละเอียดจากการประกาศหางานจากเว็บไซต์ สื่อโซเชียลมีเดียต่างๆและเตรียมเอกสารความพร้อม เข้าไปคุยกับที่บริษัทและยื่นเอกสารสมัครทันที หรือไม่ก็อาจจะเป็นการเข้าไปสมัครในบริษัทที่คุณสนใจ บริษัทที่เกี่ยวข้องกับสายงาน และยื่นเอกสารไว้หลายๆที่เพื่อที่จะได้เพิ่มช่องทางและโอกาสในการได้ทำงานมากยิ่งขึ้น สำหรับการหางานด้วยตนเองหรือแบบ Walk-in นั้นคุณจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมทั้งเรื่องเครื่องแต่งกาย ความน่าเชื่อถือ เอกสารที่ครบถ้วน เรซูเม่หรือประวัติส่วนตัวที่ใส่รายละเอียดต่างๆอย่างดี เพื่อที่จะทำให้คุณดูพร้อมและตั้งใจสำหรับการทำงานมากยิ่งขึ้น   สำหรับการหางานในปัจจุบันนี้สิ่งที่คุณจะต้องเตรียมตัวไว้เพื่อแสดงถึงความเป็นมืออาชีพและเพิ่มโอกาสที่จะได้งานมากยิ่งขึ้นก็คือ 1.ข้อมูลของบริษัท คุณจะต้องศึกษาข้อมูลของบริษัทให้พร้อมว่าน่าเชื่อถือหรือไม่ เหมาะสำหรับคุณหรือเปล่า วัฒนธรรมในองค์กรเป็นอย่างไรรวมไปรายละเอียดต่างๆที่จะเป็นการเตรียมตัวที่ดีทั้งตอนพูดคุย ยื่นเอกสาร การสัมภาษณ์งาน และการทำงาน Resume ในปัจจุบันนี้องค์กรต่างๆให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมเรื่อง เรซูเม่เป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นคุณจะต้องใส่ใจการเขียนเรซูเม่ ตั้งแต่ประวัติส่วนตัว คุณสมบัติ ความสามารถและประสบการณ์ในการทำงาน เพื่อที่จะแสดงถึงความเป็นมืออาชีพและดึงดูดความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น 3.การสัมภาษณ์งาน ในการหางานปัจจุบันนี้บางครั้งคุณจะต้องเตรียมตัวรับมือกับการสัมภาษณ์งานทันทีตั้งแต่ยื่นในสมัคร หรือตั้งแต่วันแรกที่คุยรายละเอียด เพราะฉะนั้นจะต้องศึกษาข้อมูลต่างๆของบริษัทให้พร้อม การเตรียมตัวด้านการพูดและความน่าเชื่อถือ   ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้การหางานในจะมีแนวโน้มที่ยากขึ้นเรื่อยๆอีกทั้งยังมีคนจำนวนมาก มีความสามารถที่แตกต่างกันกำลังมองหางานเช่นเดียวกับตัวเรา แต่สิ่งที่คุณจะต้องยึดมั่นไว้เสมอก็คือ ความตั้งใจจริงในการหางานและทุ่มเทศึกษารายละเอียดต่างๆอยู่เสมอ ต้องมีความพร้อมในแต่ละด้าน หมั่นสังเกต หมั่นค้นคว้าตามช่องทางการประกาศสมัครงานต่างๆในโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ หรือป้ายประกาศ รวมไปถึงตามบริษัทต่างๆที่คุณจะเข้าไปติดต่อสอบถามด้วยตนเอง ถ้าหากว่าคุณมีความเชื่อมั่นและตั้งใจจริงในการหางานและรู้จักใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์จะต้องสามารถหางานที่เหมาะสมกับตนเองและเต็มไปด้วยความราบรื่นในการหางาน สมัครงาน สัมภาษณ์งานไปจนถึงการทำงานได้อย่างแน่นอน เพียงเท่านี้ปัญหาการว่างงานจะต้องไม่เกิดกับตัวคุณทั้งตอนนี้และในอนาคตแน่นอน

Continue reading
วิธีการทำงานร่วมกับคนต่างวัย

วิธีการทำงานร่วมกับคนต่างวัย

สิ่งที่เราทุกคนจะต้องพบเจอในทุกๆการทำงาน ก็คือช่องว่างระหว่างวัยของเพื่อนร่วมงาน ที่ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นใหม่ คนที่มีประสบการณ์ อายุเยอะกว่า อายุน้อยกว่า ซึ่งวัยที่ต่างๆกันก็จะนำมาซึ่งความแตกต่างทางด้านทัศนคติ การสื่อสาร ทางความคิดและการดำเนินชีวิตต่างๆ แต่ทั้งนี้การที่จะเรียนรู้และปรับตัวให้สามารถทำงานร่วมกับคนต่างวัยก็ไม่ใช่เรื่องง่าย วันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆกับวิธีการทำงานกับคนที่มีอายุต่างกันที่จะสามารถนำไปเป็นแนวทางและใช้รับมือกับปัญหาเหล่านี้ได้อย่างนี้และนำมาซึ่งการอยู่ร่วมกันและทำงานในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ 1.รู้จักช่วงวัย ในปัจจุบันนี้เราสามารถจัดแบ่งคนทำงานออกได้เป็น 3 กลุ่มตามช่วงอายุคน โดยแต่ละช่วงวัยก็จะมีอุปนิสัยที่แตกต่างกัน ในช่วงเริ่มต้นนั้นเราควรทำความเข้าใจและเรียนรู้ถึงการใช้ชีวิตและความเป็นอยู่ของคนแต่ละ Gen เพื่อที่จะนำมาซึ่งการปรับตัวให้ดีมากยิ่งขึ้น – เบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer) กลุ่มคนเบบี้บูมเมอร์ คือคนที่เกิดในช่วงหลังสงครามโลกครั้ง 2 ตั้งแต่ พ.ศ. 2489 – 2507 โดยคนกลุ่มเจริญเติบโตมาจากยุคที่เต็มไปด้วยความเจริญก้าวหน้าและโอกาสต่างๆ จึงทำให้เป็นคนที่ความอดทนสูง ทำงานเก่ง มีชีวิตเพื่อทำงาน แต่ก็มองโลกในแง่ดี มีความเป็นตัวของตัวเอง รักการทำงานเป็นทีม และยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น ให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นอย่างมากและก็ยึดติดกับเรื่องลำดับอาวุโส – Generation X หรือ Gen X กลุ่มคนGen X เป็นคนที่เกิดในช่วง พ.ศ. 2508 – 2522 โดยเติบโตในช่วงที่มีความเจริญแล้ว อีกทั้งยังเกิดพร้อมๆกับการพัฒนาด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีต่างๆ คนกลุ่มนี้จะเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ เป็นง่ายๆ มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่เน้นทางการ แต่เน้นความสบายใจ โดยคนกลุ่มนี้มักจะทำให้ความสำคัญกับเรื่องครอบครัวและงาน เน้นทำงานคนเดียว มีความคิดเปิดกว้าง พร้อมที่จะน้อมรับความคิดเห็นและคำแนะนำอยู่เสมอ แต่ก็ไม่ชอบพึ่งพาใคร – Generation Y หรือ Gen Y กลุ่มคน Gen Y คือคนที่เกิดในช่วง พ.ศ. 2523 – 2540 โดยคนกลุ่มนี้เติบโตมาท่ามกลางการพัฒนาของการเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตที่มีอิสระทางความคิดและการเรียนรู้ที่เปิดกว้าง คนทำงานที่อยู่ในกลุ่ม Gen Y จึงเป็นที่มีความสามารถ มีความคิดสร้างสรรค์และแปลกแหวกน้อย ชอบด้านเทคโนโลยี ไม่ชอบอยู่ในกรอบ ไม่ชอบการตั้งเงื่อนไขหรือกฎระเบียบ 2.ให้ความเคารพผู้อื่นเสมอ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มช่วงวัยใดสิ่งที่คุณจะต้องปฏิบัติอยู่เสมอก็คือการเคารพผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความอาวุโสและประสบการณ์ที่เขามี และเช่นเดียวกันถ้าหากคุณมากประสบการณ์ ก็ควรที่จะให้ความเคารพผู้อื่นอยู่เสมอ ความสุภาพและความอ่อนน้อมถ่อมตนจะนำมาซึ่งการทำงานที่ราบรื่นและสามารถสื่อสารกันด้วยความเข้าใจ 3.พัฒนาตนเองอยู่เสมอ การทำงานร่วมกับคนต่างวัยนั้นคุณจะต้องรู้จักพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ในเรื่องการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นคนช่วงอายุไหน ก็ต้องพร้อมที่น้อมรับความคิดเห็นของผู้อื่น รู้จักรับผิดเมื่อผิดพลาด และใส่ใจในการพัฒนาศักยภาพของการทำงาน การแชร์และแสดงความคิดเห็นของคนแต่ละช่วงวัยในการทำงาน สามารถที่จะนำมาประยุกต์ใช้และนำมาซึ่งการทำงานที่เข้ากันดี 4.รู้จักวางตัว คุณจะต้องรู้จักการวางตัวในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นช่วงอายุไหน เก่งกาจมาจากไหน มีประสบการณ์มากหรือน้อย อย่าไปแสดงการอวดรู้ ยกตนข่มท่าน หรือปืนเกลียวกับผู้อื่น ให้เกียรติคนที่ทำงานด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ใหญ่ที่เขาทำงานมาก่อน สิ่งเหล่านี้จะช่วยกระชับความสัมพันธ์กับคนในที่ทำงาน เมื่อคุณปฏิบัติและวางตัวดีกับเขา เขาก็จะทำแบบเดียวเช่นกันกับคุณ 5.ยอมรับและรู้จักใจกว้าง เรียกว่าเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ถ้าหากคุณอยากที่จะทำงานร่วมกับคนต่างวัยอย่างมีความสุขและราบรื่น ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงอายุใดก็ตาม ก็ต้องเปิดใจให้กว้างและพร้อมที่จะยอมรับความแตกต่างและลักษณะการทำงานของแต่ละคน เข้าใจพฤติกรรมและวิถีชีวิตหรือสไตล์ของแต่ละวันที่เขาจะแสดงออกมา ยินดีรับฟังความคิดเห็นพวกเขาอยู่เสมอ ต้องเรียนรู้ว่าแต่ละวัยนั้นเขานิสัยอย่างไร ต้องการอะไร คิดหรือทำอย่างไร และเมื่อคุณรู้แล้วก็จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการทำงาน ที่จะสามารถช่วยลดการเกิดปัญหาต่างๆได้เป็นอย่างดี 6.ตั้งใจทำงาน สิ่งหนึ่งที่คุณจะต้องตระหนักและตั้งเป้าหมายไว้ก็คือ การทำงานที่ดีและมีประสิทธิภาพ เมื่อคุณเข้ากับคนที่ทำงานได้ดีแล้วก็ควรที่จะมุ่งมั่นตั้งใจทำงานอย่างดี เน้นเป้าหมายให้การทำงานสำเร็จเป็นหลัก อย่าไปคิดหรือใส่ใจมากกับเรื่องคนอื่น ใครจะมาสาย ใครไม่ทำงาน ใครทำอย่างดีหรือไม่ดี เราต้องยอมรับและปล่อยวาง และคิดไว้เสมอว่าผลลัพธ์ของการทำงานจะต้องมาก่อนเสมอ การทำงานในองค์กรที่มีความแตกต่างด้านอายุนั้นไม่ใช่ปัญหาในการทำงานเลยถ้าหากเราเรียนรู้ที่จะปรับปรุงแก้ไข เข้าใจกันและกัน รักในงานและองค์กร มีความตั้งใจที่จะนำความสำเร็จมาให้กับบริษัท และพร้อมที่จะยอมรับ เปิดใจและเรียนรู้นิสัยและลักษณะของแต่ละคน เพียงเท่านี้ไม่ว่าจะแตกต่างทางวัย หรือมีอะไรที่ไม่เหมือนกัน ก็สามารถที่จะทำงานร่วมกันได้อย่างแน่นอน

Continue reading

มารยาทในที่ทำงาน ความแตกต่างด้านวัฒนธรรม

ด้วยการสื่อสารที่ล้ำสมัยทำให้เส้นขีดแบ่งของชาติ ภาษาถูกทำลายลง การทำงานร่วมกันระหว่างคนชาติต่าง ๆ บริษัทข้ามชาติที่มาเปิดสำนักงานอยู่ในประเทศไทยมีให้เห็นอยู่มากมาย หลายคนก็ใฝ่ฝันและต้องการที่จะได้ทำงานในบริษัทนานาชาติ เนื่องจากเงื่อนไขหลายอย่าง ทั้งความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน รายได้ที่มากกว่าเพราะบริษัทส่วนใหญ่ก็เป็นบริษัทระดับสากล มีไม่น้อยที่เป็นบริษัทชั้นนำระดับโลก บรรยากาศการทำงาน สวัสดิการต่าง ๆ ก็ดึงดูดให้น่าเข้าไปทำงานมากกว่า แต่สิ่งหนึ่งที่คุณควรจะรู้เมื่อตั้งเป้าหมายเข้าทำงานในบริษัทต่างชาติก็คือ เรื่องมารยาทต่าง ๆ ในการทำงานอันเนื่องมาจากความแตกต่างทางวัฒนธรรมของแต่ละชาติ โดยเฉพาะชาติยอดนิยมที่คนไทยนิยมไปทำงานร่วมด้วย   1 ชาวอังกฤษ หากคุณต้องทำงานร่วมกับชาวอังกฤษ คนอังกฤษเป็นชาติที่ขึ้นชื่อในเรื่องของมารยาทมากที่สุด โดยเฉพาะมารยาทในเรื่องเวลา คนอังกฤษตรงต่อเวลาที่สุด การมาสายแม้แต่ 1-2 นาทีจะทำให้พวกเขาอารมณ์เสียหากคาดว่าจะสายต้องมีการแจ้งล่วงหน้า คนอังกฤษให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นทีม งานของคนอังกฤษมักจะระดมความคิด วิจารณ์จริงจังหาข้อสรุป แบ่งหน้ที่ทำงานชัดเจน   2 ชาวฝรั่งเศส คนฝรั่งเศสจะเป็นคนแสดงออกชัดเจนและทันทีทันใด ไม่มีอ้อมค้อม มีกฏเกณฑ์ชัดเจนและทำตามกฏเคร่งครัดมาก มีรสนิยมที่ดีและรักศิลปะ เมื่อมีการวิจารณ์จะวิจารณ์ชัดเจนและตรง  ชอบให้มีการแจ้งล่วงหน้าในการนัดหมายหรือทำสิ่งต่าง ๆ   3 ชาวญี่ปุ่น เป็นชาติที่จริงจังมากในการทำงาน ทุ่มเทและขยัน มีหลักการชัดเจนและมีระเบียบวินัยในการทำงามาก หากคุณทำงานในบริษัทของคนญี่ปุ่น ความขยันจะทำให้คุณก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้อย่างรวดเร็ว   4 ชาวอเมริกัน ชาวอเมริกันให้ความสำคัญกับคนที่มีความสามารถสูง มีความคิดสร้างสรรค์ มีความตั้งใจสูงในงานและผลงานที่เกิดขึ้น ชอบคนทำงานที่กล้าแสดงออก กล้าเสนอความคิดและมีใจที่จะพัฒนาองค์กรไปร่วมกัน โดยเฉพาะคนที่มีบุคลิกกระตือรือร้นจะก้าวหน้าในบริษัทอเมริกันมาก ไม่ชอบการทำงานในแบบเช้าชามเย็นชาม งานของคนอเมริกันจะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบและพัฒนาเสมอ ดังนั้นผู้ร่วมงานจึงต้องตื่นตัวและเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลา   5 ชาวเยอรมัน คนเยอรมันจะยึดในรูปแบบที่เป็นระเบียบในทุก ๆ สิ่งที่ทำ อะไรก็ตามที่ตกลงกันแล้วต้องเป็นไปตามนั้น รูปแบบขององค์กรมีการตีกรอบไว้อย่างตายตัว มักไม่ยืดหยุ่น การทำงานกับชาวเยอรมัน ถ้าคุณเข้าใจในรูปแบบและเนื้อหางานอย่างดี คุณปรับตัวเข้ากับระบบงานได้คุณจะก้าวหน้าในงาน เพราะการทำงานจะเป็นไปตามนั้นทุกอย่างไม่ต้องกลัวว่าจะผิดเพี้ยนเลย   การปรับตัวและเรียนรู้วัฒนธรรมของบริษัทนานาชาติที่ได้เข้าไปทำยังช่วยลดความกดดันและปัญหาต่าง ๆ ทำให้การทำงานของคุณในบริษัทต่างชาติก้าวหน้าและราบรื่นด้วย

Continue reading