วิธีง่ายๆในการดูแลสวนหน้าบ้าน

การจัดและตกแต่งสวน ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญช่วยในการเพิ่มความสดชื่น สวยงามและทำให้บ้านน่าอยู่มากยิ่งขึ้น เห็นได้จากในปัจจุบันนี้ที่เจ้าของบ้านส่วนใหญ่เลือกที่จะจัดแต่งสวนสวยๆทั้งขนาดเล็กและใหญ่ไว้ที่บริเวณหน้าบ้าน ทั้งนี้นอกจากการตกแต่งส่วนในสไตล์และความชอบของแต่ละคนแล้ว สิ่งที่สำคัญมากที่สุดก็คือการดูแลรักษาเพื่อให้สวนมีความสวยงาม แข็งแรงและเจริญเติบโตได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ว่าแล้วเราไปดูวิธีง่ายๆในการดูแลสวนหน้าบ้านที่คุณก็สามารถทำได้ไม่ยากกัน รดน้ำต้นไม้เป็นประจำในตอนเช้า ตอนเช้าถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการรดน้ำต้นไม้ เพราะเป็นช่วงเวลาที่ต้นไม้และพืชต่างๆต้องการน้ำและพลังงานเพื่อไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆตลอดทั้งวัน สามารถรับน้ำได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่มีการระเหยน้อยกว่าเวลาอื่นๆ ดังนั้นทุกเช้าก่อนออกไปทำงานอย่าลืมที่จะรดน้ำในสวนของคุณก่อนเสมอ ทั้งนี้อีกหนึ่งช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการรดน้ำก็คือช่วงเย็นตั้งแต่ สี่โมงเย็นไปจนถึงหกโมงเย็น อุปกรณ์ดูแลสวน ควรเตรียมอุปกรณ์ในการดูแลสวนและต้นไม้ พืชต่างๆให้พร้อมอยู่เสมอ รวมไปถึงเลือกใช้อุปกรณ์ทำสวนที่เหมาะสม เพื่อที่จะให้เราสามารถนำออกมาใช้ในการดูแลรักษาต้นไม้ได้ทันทีทุกครั้งที่จำเป็น นอกจากนี้อย่าลืมเตรียมอุปกรณ์ที่มีความแข็งแรงและมีคุณภาพเพื่อการใช้งานที่คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากที่สุด หมั่นกำจัดวัชพืช วัชพืช ถือว่าเป็นอุปกรณ์ในการจัดสวนเลยทีเดียวที่จะคอยแย่งน้ำและสารอาหารจากเหล่าต้นไม้ ดอกไม้ภายในสวนอีกทั้งยังเป็นต้นเหตุในการเกิดเชื้อราและทำให้ต้นไม้ตายอีกด้วย เพราะฉะนั้นคุณจะต้องคอยป้องกันเหล่าแมลงร้ายและกำจัดวัชพืชให้กับสวนและต้นไม้ของคุณอยู่เสมอ พรวนดินอย่างสม่ำเสมอ การพรวนดินนั้นไม่ใช่ทำแค่เฉพาะตอนที่ปลูกต้นไม้หรือจัดสวนเท่านั้น แต่ควรหมั่นพรวนดินบ่อยๆอย่างสม่ำเสมอ เพื่อที่จะให้ดินภายในสวนร่วนซุย เหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของต้นไม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ดินที่มีความแข็ง จะต้องหมั่นพรวนดินเป็นประจำและเพิ่มความถี่ยิ่งขึ้น การจัดสวนถือว่าเป็นการตกแต่งบ้านของเราให้น่าอยู่ เต็มไปด้วยความร่มรื่น สดชื่น เป็นสถานที่สำหรับผ่อนคลายความเหนื่อยล้า อีกทั้งยังเพิ่มความสวยงามให้แก่ตัวบ้านของเราอีกด้วย เพราะฉะนั้นเราจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญและใส่ใจในการดูแลสวน ต้นไม้ต่างๆภายในบ้าน ให้ดูดีและเจริญเติบโตอย่างสวยงาม แข็งแรงอย่างสม่ำเสมอและพร้อมจะสร้างสีสันและความสดใสให้กับบ้านเราไปอย่างยาวนานนั่นเอง

Continue reading

วิธีช่วยให้สมองปลอดโปร่งในช่วงเช้าของวันทำงาน

เชื่อว่าคนทำงานทุกคนจะต้องเคยรู้สึกว่าตอนเช้าช่างยากเย็นในการลุกขึ้นจากเตียง ดูไม่สดชื่น ไม่กระปรี้กระเปร่า ไม่อยากทำอะไรเลย และที่สำคัญคิดอะไรไม่ค่อยออก ไอเดียไม่มี สมองไม่ปลอดโปร่ง จนบางครั้งก็พาลทำให้งานของวันนั้นไม่ราบรื่นไปเสียดื้อๆ ซึ่งต้องบอกเลยว่าปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ไม่ยาก สำหรับใครที่กำลังเกิดอาการแบบนี้ล่ะก็ ไปทำความรู้จักกับวิธีช่วยให้สมองปลอดโปร่งในช่วงเช้าของวันทำงานกัน นอนหลับให้เพียงพอ เรียกได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากเลยทีเดียวสำหรับการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอที่ควรจะอยู่ที่ 6 – 8 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อที่จะทำให้ร่างกายได้รับการฟื้นฟู สมองได้พักผ่อนและเติมพลังงานพร้อมที่จะลุยในเช้าวันถัดไป ลองเปลี่ยนเวลานอนเป็นหัวค่ำ ตื่นในช่วงเช้าตรู่ รับรองเลยว่าจะทำให้คุณสดชื่น เกิดไอเดียใหม่ๆ พร้อมลุยงานตลอดทั้งวันแน่นอน ดื่มน้ำตอนเช้า การดื่มน้ำในตอนเช้าหลังตื่นนอนจะช่วยฟื้นฟูและกระตุ้นร่างกายและสมองให้สดชื่นหลังจากที่นอนหลับพักผ่อนและไม่ได้ดื่มน้ำมาตลอดทั้งคืน อีกทั้งยังการดื่มน้ำยังช่วยกระตุ้นระบบขับถ่ายและระบบต่างๆในร่างกายได้เป็นอย่างดีอีกด้วย เพราะนั้นดื่มน้ำสักแก้วหลังตื่นนอนทันที เพื่อเช้าที่สดใส รับประทานอาหารเช้า คุณรู้หรือไม่การรับประทานอาหารเช้า เป็นวิธีง่ายๆที่จะทำให้คุณมีพลังในการสร้างสรรค์ผลงานและเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดทั้งวัน เพราะฉะนั้นในช่วงเช้าอย่าลืมละเลยการรับประทานอาหารเช้าเด็ดขาด เพราะอาจจะทำให้คุณหมดเรี่ยวแรง และคิดอะไรไม่ออกก็ได้ ฟังเพลงสบายๆ แทนที่จะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเพื่อเช็คโซเชี่ยล ลองเปลี่ยนมาเปิดเพลงเพราะๆ เพลงโปรดของคุณแล้วค่อยขยับตัวไปมา ลุกขึ้นมานั่งพักผ่อนสบายๆ คุณรู้หรือไม่ว่าการฟังเพลงเบาๆในตอนเช้า จะทำให้คุณสดใสและมีพลังอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว ออกกำลังกายสักหน่อย การออกกำลังกายเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่แนะนำอย่างยิ่งเลยทีเดียว ลองลุกขึ้นมาเช้ากว่าเดิมสักหน่อย ออกกำลังเบาๆด้วยการวิ่งหรือเดินเล่นรับแสงแดดยามเช้า หรือถ้าหากไม่มีเวลาก็อาจจะเป็นการออกกำลังกายช่วงเย็น ก็จะทำให้คุณมีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่ดี สมองปลอดโปร่งในทุกวันแน่นอน นอกจากนี้อย่าลืมที่จะให้เวลากับตัวเองได้ลองนั่งสบายๆ รับชมธรรมชาติหรืออยู่กับตัวเองสัก 5 – 10 นาทีต่อวัน ยิ้มกว้างๆเพื่อที่จะทำให้คุณอารมณ์ดี พร้อมจะลุยงานและสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ สดชื่นและสดใสตลอดทั้งวันอย่างแน่นอน

Continue reading

เหตุผลที่คนลาออกจากงาน

เชื่อว่าทุกคนล้วนต้องการที่จะมีงานประจำที่มั่นคง ในบริษัทและองค์กรที่ทำไปจนถึงวัยเกษียณ แต่ทั้งนี้ก็ต้องยอมรับว่าได้มีการปรับเปลี่ยนเข้าออกหมุนเวียนของพนักงานกันอย่างสม่ำเสมอภายในองค์กร  ทั้งนี้การเข้าออกที่มากหรือถี่จนเกินไปในบริษัทหรืองค์กรนั้นก็อาจจะส่งผลที่ไม่ดี มีการดำเนินการที่ไม่ราบรื่นและดูว่าเป็นเรื่องที่ไม่ปกติสักเท่าไหร่ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วสาเหตุของการลาออกนั้นก็จะแตกต่างกันไป เราไปดูกันเถอะว่าเหตุผลที่คนลาออกจากงานนั้นมีอะไรบ้าง ต้องการความก้าวหน้า หลายคนที่ทำงานเก่ง ทำงานด้วยความทุ่มเท ขยันขันแข็ง ทำงานดี ล้วนมีความคาดหวังที่จะเติบโต มีความก้าวหน้าในสายงานอาชีพของตนเอง ทั้งการปรับขึ้นเงินเดือน การเลื่อนตำแหน่ง โบนัส และผลตอบแทนอื่นๆจากการที่ได้ทำงานเพื่อองค์กร แต่ถ้าพนักงานได้เห็นว่าสิ่งที่ตอบแทนที่เขาได้รับนั้นไม่คุ้มค่า ก็ย่อมมองหาองค์กรอื่นที่ดีและเห็นคุณค่าในตัวของเขา เพื่อความก้าวหน้าในอนาคต การทำงานที่ไม่สมดุลกับชีวิต Work Life Balance การทำงานที่ก่อให้เกิดความไม่สมดุลในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการที่ไม่มีเวลาให้กับตนเอง งานที่ต้องเดินทางอยู่ตลอด ไม่ได้เจอหรือใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว รวมไปถึงงานที่ไม่ปกติ เช่น งานกะกลางคืน งานที่ไม่มีเวลาพักผ่อนหรือพบปะครอบครัวหรือเพื่อนฝูง ส่งผลให้พวกเขาต้องการที่จะใช้ชีวิตให้สมดุลกับงาน มีเวลาให้กับตนเอง และครอบครัวรวมไปถึงคนรอบข้าง สภาพแวดล้อมในองค์กร เรียกได้ว่าเป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งที่ทำให้คนส่วนใหญ่ตัดสินใจลาออกเลยทีเดียวสำหรับสภาพแวดล้อมของที่ทำงาน ที่บางแห่งมีการมีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมงานที่ชอบโยนงาน ไม่ชอบทำงาน ชอบนินทาว่าร้าย แบ่งพรรคแบ่งพวก หรือชอบเลียแข็งเลียขาเจ้านาย และได้รับการเอ็นดูมากกว่าคนที่ตั้งใจทำงาน สร้างความเคร่งเครียด กังวลใจ และตัดสินใจลาออกในที่สุด  อยากหาประสบการณ์ใหม่ๆ การทำงานในหน้าที่ซ้ำๆเดิมๆ จนเกิดความเหนื่อยล้า รู้สึกไม่มีแรงบันดาลใจ ไม่มีเป้าหมาย ด้วยปัญหาหลายๆด้าน จึงทำให้พนักงานอยากที่จะออกไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ ที่จะทำให้ตนเองมีอนาคตที่ก้าวหน้าและสภาพจิตใจที่ดียิ่งขึ้น เจ้านาย หลายคนต้องประสบปัญหาอย่างหนักกับเจ้านายที่สร้างความเครียดและกดดัน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกที่รักมักที่ชัง การแบ่งงานที่ไม่เท่าเทียม ไม่ยุติธรรม เจ้าอารมณ์หรือชอบด่าทอด้วยคำหยาบคาย พูดจาหมิ่นประมาทและก่อให้เกิดความกดดัน เมื่อก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ ก็ทำให้พนักงานตัดสินใจลาออกในที่สุด นอกเหนือจากนี้ยังมีอีกหลายเหตุผลที่ทำให้คนลาออก ไม่ว่าจะเป็นการอยากออกไปทำธุรกิจของตนเอง หรือภาระหน้าที่ที่มากจนเกินไป ทำให้เหนื่อยล้า ไม่มีเวลาพักผ่อน ทั้งนี้สำหรับใครที่ต้องการลาออกก็ควรที่จะมีการวางแผนด้านการทำงานที่ใหม่และเตรียมตัว ศึกษาที่ทำงานใหม่ให้พร้อมเพื่อที่จะทำให้เราไม่ต้องเจอกับปัญหาซ้ำซากเดิมๆ

Continue reading

ข้อดีของการทำงานใน home office

สภาพแวดล้อมและสถานที่ในการทำงานนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากที่จะสร้างความผ่อนคลาย ความรู้สึกมั่นคงทางจิตใจพร้อมที่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนอกจากการทำงานในองค์กรและบริษัทที่มีมาตรฐาน ออฟฟิศที่ดีแล้วอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยในปัจจุบันนี้ก็คือการทำงานใน home office  ที่ทำงานและที่พักอาศัยที่ผสมผสานและออกแบบมาได้อย่างลงตัว คุณสามารถที่จะเนรมิตออฟฟิศมาไว้ภายในบ้าน สำหรับใครที่กำลังตัดสินใจหรือสนใจที่จะทำงานใน home office เราก็มีข้อดีของการทำงานใน home office เพื่อเป็นแนวทางประกอบการตัดสินใจของคุณได้ง่ายยิ่งขึ้น ที่จอดรถสะดวก เพียงพอและประหยัดค่าใช้จ่าย การทำงานใน home office สิ่งที่จะทำให้คุณคุ้มค่าเป็นอันดับต้นๆเลยก็คือเรื่องของที่จอดรถ ที่คุณสามารถจอดรถได้ถึง 4 – 6 คันตามขนาดของ home office เพียงพอต่อผู้ประกอบการและออฟฟิศ โดยที่คุณไม่ต้องเสียค่าจอดรถเพิ่มเติม home office ไม่ต้องเดินทาง สะดวกในการทำงาน home office เป็นทั้งที่พักและที่ทำงานที่แสนจะลงตัว คุณไม่ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปฝ่าฟันรถติดหรือเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวหรือฝนตกหนักในแต่ละวัน คุณสามารถที่จะเดินออกจากเตียง อาบน้ำแต่งตัวและมานั่งทำงานได้ตามที่ต้องการ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริง ประหยัดทั้งเวลา ประหยัดค่าเดินทางอีกด้วย home office ที่สุดแห่งการประหยัด อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า home office เป็นสถานที่ทำงานที่ทำให้คุณประหยัดเป็นอย่างมาก เริ่มต้นตั้งแต่ค่าที่พัก ค่าเดินทาง ค่าจอดรถ ประหยัดต้นทุน มีพื้นที่ห้องครัวสำหรับทำอาหาร ให้ประหยัดค่าอาหาร และอื่นๆอีกมากมายที่เรียกได้ว่าจะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้คุณได้มีเงินเก็บออมและต่อยอดในการทำงานหรือทำธุรกิจได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว home office  ตกแต่งได้ตามต้องการ ส่วนใหญ่แล้ว home office จะมีพื้นที่และชั้นตั้งแต่ 1 – 5 ขึ้นไปตามรูปแบบของแต่ละพื้นที่ ซึ่งคุณสามารถจัดแบ่งสัดส่วนในการตกแต่ง การแบ่งห้องได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องรับแขก ห้องประชุม และส่วนของการทำงาน กำหนดแนวทาง ตกแต่งออฟฟิศได้อย่างที่ต้องการ เรียกได้ว่า home office เป็นที่สุดแห่งการจุดประกายความคิดเลยทีเดียว สิ่งที่ทำให้ home office ได้รับความนิยมและถูกจับตามองอย่างมากก็คือความสะดวกสบาย ทำให้เรารู้สึกอิสระทางด้านการทำงาน ด้านความคิด สามารถที่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นภายใต้รูปแบบออฟฟิศที่เป็นทั้งที่พักอาศัย เป็นทั้งที่ทำงาน ที่เรียกได้ว่าคุ้มค่า ประหยัดและช่วยเสริมคุณภาพชีวิตและมาตรฐานการทำงานได้อย่างดีเยี่ยม  

Continue reading

การวัดระดับภาษาสำหรับการเรียนต่อต่างประเทศ

ปัจจุบันนี้ต้องยอมรับเลยว่ามีนักศึกษาจำนวนมากที่สนใจในการเรียนต่อต่างประเทศ เพราะนอกจากจะเป็นการเปิดกว้างด้านเรียนรู้แล้ว ยังทำให้มีรากฐานด้านภาษาและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอีกด้วย แต่ทั้งนี้ในการที่จะสมัครเรียนต่อต่างประเทศนั้นจะต้องมีการวัดระดับภาษา ที่จะแสดงถึงความสามารถและศักยภาพในด้านภาษา พร้อมสำหรับที่จะเรียนรู้ในโรงเรียน หรือ มหาวิทยาลัยต่างประเทศ ซึ่งจะต้องยืนยันเป็นคะแนนการวัดระดับภาษา จากสถาบันที่น่าเชื่อถือและจากข้อสอบที่น่าเชื่อถือเพื่อที่จะง่ายต่อการสมัครและตอบรับเข้าศึกษามากยิ่งขึ้น   ซึ่งในปัจจุบันนี้การวัดระดับสำหรับการเรียนต่อต่างประเทศที่นิยมและได้รับการยอมรับมากที่สุดก็คือ IELTS ที่นอกจากจะเป็นตัวช่วยในการเตรียมตัวศึกษาต่อแล้ว ได้มีผลสำรวจพบว่า การสอบ IELTS นั้นยังมีผลดีต่อด้านการศึกษา การใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก ช่วยที่จะทำให้คุณได้ประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ การทำกิจกรรมเชิงวิชาการภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนรายงานหรือการฟังบรรยายต่างๆ ช่วยให้การเรียนรู้ในชั้นเรียนของนักศึกษามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษกับเพื่อน และสิ่งแวดล้อมใหม่ๆได้ดียิ่งขึ้น เรียกได้ว่า IELTS หรือการวัดระดับภาษา เป็นสิ่งที่สำคัญที่จะเปิดประตูสู่โอกาสด้านการศึกษาทั่วโลกเลยทีเดียว IELTS คือการสอบวัดระดับความสามารถทางด้านภาษา ที่ได้รับการยอมรับจากสถาบัน 10,000 แห่ง ใน 140 ประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และแคนาดา จุดหมายปลายทางในการเรียนต่อของใครหลายคน ซึ่งไทยส่วนใหญ่ ที่มีการสอบ IELTS มากถึง 75 เปอร์เซ็นต์เพื่อที่จะนำผลสอบไปยื่นใช้ในการสมัครเรียนต่อ เรียกได้ว่า IELTS เป็นทางเลือกที่ดีและสำคัญอย่างมากสำหรับนักศึกษาที่กำลังวางแผนเรียนต่อต่างประเทศอย่างแท้จริง   นอกจากที่คุณจะได้มีใบเบิกทางในการเรียนต่อต่างประเทศแล้ว ยังมีผลสำรวจค้นพบอีกว่า การสอบ IELTS นั้นจะทำให้ผู้เรียนมีความพร้อมในการศึกษามากยิ่งขึ้น เป็นสิ่งที่จะช่วยพัฒนาทักษะและความสามารถด้านภาษาให้ดีเยี่ยมมากยิ่งขึ้น โดยการสอบเพื่อศึกษาต่อ หรือ Academic Modules ของทาง IELTS นั้น สามารถที่จะสอบวัดระดับได้ทั้งปริญญาตรีและปริญญาโท จะแบ่งข้อสอบออกเป็น 4 ทักษะ คือ การฟัง การพูด การอ่าน และ การเขียน และแบ่งผลคะแนนออกเป็น 9 ระดับเพื่อที่จะประเมินทักษะด้านภาษาของผู้สอบอย่างละเอียด   สำหรับใครที่กำลังเตรียมตัวเพื่อไปเรียนต่อในต่างประเทศ การสอบ IELTS ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากที่จะช่วยพัฒนาและส่งเสริมความสามารถด้านภาษาของผู้สอบ ให้สามารถที่จะก้าวหน้าด้านการเรียน ใช้ชีวิตประจำวันในต่างแดนได้อย่างดี ปรับตัวได้เร็วและพร้อมที่จะศึกษาต่ออย่างเต็มที่

Continue reading

การทำงานร่วมกับชาวต่างชาติ

 ปัจจุบันนี้ต้องบอกเลยว่าเป็นยุคแห่งการเปิดกว้างด้านการทำงาน และภาษา มีบริษัทต่างประเทศที่เข้ามาทำธุรกิจในเมืองไทยมากมาย รวมไปถึงมีคนไทยจำนวนมากที่ไปทำงานในต่างประเทศจำนวนมากเช่นเดียว เนื่องจากมีโอกาสในการเติบโต มั่นคงและเป็นการเพิ่มศักยภาพในการทำงานของเราไปอีกขั้นหนึ่ง แต่ทั้งนี้การทำงานกับชาวต่างชาตินั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีความแตกต่างกันทางภาษา เชื้อชาติและวัฒนธรรม ที่ทำให้เราอดกังวลไม่ได้ว่าจะเกิดปัญหาอะไรหรือเปล่า เพราะฉะนั้นเราจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อที่จะเสริมสร้างความมั่นใจให้มากที่สุด ทำงานร่วมกับชาวต่างชาติอย่างไรให้ราบรื่น ไปดูเทคนิคดีๆที่กัน   เรียนรู้ด้านภาษา สิ่งแรกเลยคือคุณจะต้องเรียนรู้ด้านภาษาอยู่เสมอ ไม่ว่าความสามารถด้านภาษาของคุณจะอยู่ในระดับไหนก็ต้องทำการศึกษา ค้นคว้า เรียนรู้ให้มากที่สุด อัพเดทข้อมูลข่าวสาร คำศัพท์ ประโยคต่างๆที่ต้องใช้ในการทำงาน การสื่อสาร เพื่อที่จะทำให้เรามีความพร้อมและพูดคุยกันได้อย่างตรงไปตรงมา และที่สำคัญสื่อสารกันอย่างตรงจุด ไม่ผิดพลาดด้วย   ตรงต่อเวลา ต้องบอกเลยว่าชาวต่างชาตินั้นมีอุปนิสัยที่ตรงต่อเวลาเป็นอย่างมาก ถ้าหากเวลาที่เล่น พักผ่อนก็จะผ่อนคลายแบบเต็มที่ แต่ถ้าถึงเวลาทำงานขึ้นมาเมื่อไหร่จะตั้งใจสุดความสามารถ เพราะฉะนั้นคุณก็จะต้องปรับตัวเรื่องของเวลาให้ตรงตามกำหนด เพื่อที่จะทำให้การทำงานของคุณและทีมงานเป็นไปอย่างราบรื่น   มีความรับผิดชอบ แสดงความจริงใจและจริงจังในการทำงานออกมาให้เต็มที่ มีความรับผิดชอบในส่วนของงานตัวเอง ไม่ว่าเพื่อนร่วมงานหรือเจ้านายของคุณจะเป็นชาวต่างชาติ แต่ถ้าหากคุณแสดงถึงความรับผิดชอบ กระตือรือร้น คอยรายงานพร้อมอัพเดทงานที่ทำให้สมบูรณ์แบบก็จะช่วยให้เขาเห็นถึงความตั้งใจและการทำงานที่มีประสิทธิภาพของคุณ   มั่นใจในการสื่อสาร ต้องบอกเลยว่าคนไทยส่วนใหญ่นั้นมีอุปนิสัยที่ขี้อาย ไม่มีความมั่นใจและไม่กล้าที่จะแสดงออก เรียกได้ว่าถ้าหากเจอชาวต่างชาติก็จะยิ่งหนีหรือไม่กล้าที่จะพูดคุยสื่อสาร เพราะฉะนั้นคุณมั่นใจและบอกตัวเองไว้ว่าเราต้องการที่จะแสดงความคิดเห็น กล้าพูดในสิ่งที่ตนเองคิด กล้าถามเมื่อเวลาที่คุณไม่เข้าใจ อย่าเพียงแค่เก็บเอาไว้ไม่กล้าที่จะพูดออกมา ให้ทำเหมือนว่าชาวต่างชาติคือเพื่อนคนไทย คือเจ้านายคนไทย ถ้าหากคุณมีความคิดเห็นอะไรเปิดใส่ให้เต็มที่เพื่อที่จะทำให้เขาได้เห็นถึงความสามารถและศักยภาพในตัวคุณ นอกจากนี้คุณควรที่จะเรียนรู้ถึงด้านวัฒนธรรมของชาวต่างชาติในแต่ประเทศของคุณด้วยว่ามีอุปนิสัย ข้อควรระวังหรืออะไรบ้างที่จะทำให้คุณเตรียมตัวและทำงานกับได้อย่างราบรื่น เป็นทีมเวิร์คมากที่สุด

Continue reading

ทำความรู้จักการสอบ “ielts”

เชื่อว่าหลายคนจะต้องเคยได้ยินเรื่องของการทดสอบ ielts หรือการสอบไอเอล การทดสอบวัดผลระดับนานาชาติที่เต็มไปด้วยคุณภาพได้รับการยอมรับจากหลายประเทศทั่วโลก การสอบ ielts คืออะไร? ไปทำความรู้จักการสอบไอเอล เพื่อใช้เป็นแนวทางในการทำความเข้าใจและเตรียมพร้อมสำหรับผู้ที่กำลังจะสมัครสอบไอเอลกัน การสอบ ielts คืออะไร? การสอบ ielts หรือ ย่อมาจาก International English Language Testing System เป็นการทดสอบวัดความสามารถทางด้านภาษา สำหรับผู้ที่ต้องการนำผลสอบไอเอลไปใช้ในการศึกษาและฝึกอบรมหรือทำงานองค์กรที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร โดยการสอบ ielts ได้ถูกออกแบบการทดสอบจาก Cambridge English Language Assessment, British Council และ IDP : IELTS Australia ที่ได้ร่วมมือในการพัฒนาและออกแบบข้อสอบให้มีมาตรฐานในระดับนานาชาติและได้รับการยอมรับจากสถาบันการศึกษา องค์กรภาครัฐและเอกชนรวมไปถึงบริษัทต่างๆกว่า 140 ประเทศทั่วโลก เช่นประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศอังกฤษ รวมทั้งประเทศไทยด้วย อีกทั้งยังผลสอบไอเอลยังเป็นแบบทดสอบเดียวที่ได้รับการยอมรับจากองค์กรตรวจคนเข้าเมืองในประเทศ สำหรับการสอบไอเอลนั้นจะเป็นการวัดระดับความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษทั้ง 4 ทักษะคือ การพูด การฟัง การอ่าน และการเขียน โดยบททดสอบแต่ละทักษะนั้นจะมีผลคะแนนที่แยกกันอย่างชัดเจนเพื่อที่จะทำให้รู้ถึงความสามารถด้านการใช้ภาษาของผู้เข้าสอบไอเอล   ประเภทของการสอบไอเอล สำหรับการทดสอบ ielts นั้นจะถูกแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบคือ General Training Modules การสอบไอเอลเพื่อฝึกอบรม สำหรับผู้ที่ต้องการไปทำงานหรือฝึกอบรมในต่างประเทศในระยะเวลาสั้นๆและในองค์กร สถาบันที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก Academic Module การสอบไอเอลเพื่อการศึกษาต่อระดับปริญญาตรี ปริญญาโทและปริญญาเอก ในต่างประเทศ เป็นแบบทดสอบเชิงวิชาการเพื่อสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาในสถาบันการศึกษาระดับสูงในประเทศที่สื่อสารและใช้ระบบการศึกษาเป็นภาษาอังกฤษเป็นหลัก โดยผลการสอบ ielts จะช่วยเป็นองค์ประกอบในการตัดสินใจรับนักศึกษาของสถาบันนั้นๆเพื่อให้ได้ทราบถึงคุณสมบัติและทักษะด้านภาษาอังกฤษของนักศึกษา   นอกจากการสอบ ielts จะใช้เพื่อการศึกษาต่อและเข้าทำงานหรือฝึกอบรมแล้ว การสอบและเรียนไอเอลยังช่วยทำให้ผู้สอบประสบความสำเร็จในการใช้ภาษาอังกฤษมากยิ่งขึ้น ทำให้การเรียนรู้และการทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นถึง 63 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ที่สำคัญการเตรียมตัวสอบและเรียนไอเอลยังช่วยทำให้คุณสามารถที่จะใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันได้ดีกว่าเดิมอีกด้วย และนี่ก็เป็นข้อควรรู้เกี่ยวกับการสอบไอเอลที่จะทำให้คุณได้เข้าใจและนำเป็นแนวทางในการเตรียมพร้อมสมัครสอบไอเอลได้ดีมากยิ่งขึ้น

Continue reading

การหางานปัจจุบัน

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีและประเทศไทยจะมีการพัฒนาและก้าวไหนไปไกล แต่ความหลากหลายของรูปแบบการทำงานและกลุ่มคนรวมไปถึงปัญหาเศรษฐกิจจึงนำมาซึ่งปัญหาด้านการหางาน สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้เผยว่าจำนวนคนว่างงานในเดือนมกราคม ปี 2560 สูงกว่าเดือนมกราคม 2559 อยู่ที่ประมาณ 102,000 คน โดยมีจำนวนคนว่างงานทั้งหมด 449,000 คน และเป็นคนที่จบปริญญาตรีมากที่สุด แต่ทั้งนี้ตัวเลขทั้งหมดก็ไม่ได้สะท้อนถึงปัญหาด้านการว่างงานมากนัก เพราะยังคนอีกจำนวนมากที่ทำงานด้านอิสระ ค้าขาย หรือเกษตรกรรม   แต่ถึงแม้ว่าการว่างงานจะไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่ แต่ก็ควรให้ความสำคัญกับกาหางานในปัจจุบันนี้มากยิ่งขึ้น สำหรับคนที่ว่างงาน กำลังมองหางานใหม่ หรือเพิ่งเรียนจบ ก็ควรที่จะเรียนรู้และศึกษาถึงวิธีการหางานในปัจจุบัน ที่ต้องรู้จักใช้ช่องทางในการสมัครงาน การมองหางานต่างๆให้เข้ายุคสมัยในปัจจุบันนี้ ทั้งนี้เรามาดูกันว่าการหางานในปัจจุบันนี้ที่มีโอกาสในการได้งานสูงนั้นสามารถทำได้อย่างไรบ้าง เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสมัครงานตามที่คุณต้องการ   1.การหางานผ่านทางเว็บไซต์ ปัจจุบันนี้การหางานผ่านช่องทางเว็บไซต์นิยมเป็นอย่างมาก โดยเริ่มตั้งแต่การเสิร์ชผ่าน Google หรือเว็บไซต์สำหรับหางานต่างๆที่จะมีการบอกรายละเอียดในการทำงาน ฐานเงินเดือน คุณสมบัติไว้อย่างครบถ้วน บางแห่งก็ช่วยในการเป็นสื่อกลางเพื่อส่งเอกสารหรือนำเสนอประวัติและข้อมูลของคนที่กำลังทำงาน สิ่งที่คุณจะต้องทำก็คือพยายามหารายละเอียดต่างๆของแต่ละเว็บไซต์ หมั่นตรวจเช็คและสอบถามถึงการประกาศรับสมัครงานแต่ละที่ เชื่อว่าคุณจะต้องมีงานที่ถูกใจและเหมาะสมสำหรับคุณอย่างแน่นอน       2.การทำงานผ่านทาง Facebook ปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบันนี้ Facebook เป็นจุดศูนย์กลางของการสื่อสารทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยที่มีคนนิยมเล่น Facebook กันอย่างมาก ภายใน Facebook นั้นจะมีทั้งกลุ่มและเพจเฟซบุ๊คสำหรับประกาศหางาน ประกาศรับสมัครงาน และเป็นสื่อกลางในการกล่าวถึงรายละเอียดต่างๆ คุณควรเลือกกลุ่มหรือเพจเฟซบุ๊คที่มีความน่าเชื่อถือหรืออยู่ในพื้นที่ที่คุณอยู่ เพื่อที่จะเพิ่มช่องทางการสมัครงานให้ดีและสะดวกมากยิ่งขึ้น โดยการหางานผ่านทาง Facebook นั้นคุณจะต้องพร้อมที่จะทำงานและพูดคุยถึงรายละเอียดอยู่เสมอ ถ้าหากว่าแต่ละโพสต์การประกาศรับสมัครงานมีที่อยู่ติดต่อ เบอร์โทรศัพท์หรืออีเมล์ทิ้งไว้ คุณจะต้องโทรหรือติดต่อในตอนนั้น อย่าเพียงแค่แสดงความคิดหรือทักอินบ็อกซ์ไป เพราะโอกาสจะเป็นของคนที่เริ่มต้นก่อนเสมอ   3.การหางานด้วยตนเอง การสมัครงานด้วยตนเองหรือแบบ Walk-in การเดินเข้าไปสมัครงานกับบริษัทหรือองค์กรที่คุณสนใจ เพื่อที่จะสามารถเริ่มต้นหรือรู้ผลตอบรับได้ทันที โดยการสมัครงานด้วยตนเองนั้นให้คุณใช้รายละเอียดจากการประกาศหางานจากเว็บไซต์ สื่อโซเชียลมีเดียต่างๆและเตรียมเอกสารความพร้อม เข้าไปคุยกับที่บริษัทและยื่นเอกสารสมัครทันที หรือไม่ก็อาจจะเป็นการเข้าไปสมัครในบริษัทที่คุณสนใจ บริษัทที่เกี่ยวข้องกับสายงาน และยื่นเอกสารไว้หลายๆที่เพื่อที่จะได้เพิ่มช่องทางและโอกาสในการได้ทำงานมากยิ่งขึ้น สำหรับการหางานด้วยตนเองหรือแบบ Walk-in นั้นคุณจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมทั้งเรื่องเครื่องแต่งกาย ความน่าเชื่อถือ เอกสารที่ครบถ้วน เรซูเม่หรือประวัติส่วนตัวที่ใส่รายละเอียดต่างๆอย่างดี เพื่อที่จะทำให้คุณดูพร้อมและตั้งใจสำหรับการทำงานมากยิ่งขึ้น   สำหรับการหางานในปัจจุบันนี้สิ่งที่คุณจะต้องเตรียมตัวไว้เพื่อแสดงถึงความเป็นมืออาชีพและเพิ่มโอกาสที่จะได้งานมากยิ่งขึ้นก็คือ 1.ข้อมูลของบริษัท คุณจะต้องศึกษาข้อมูลของบริษัทให้พร้อมว่าน่าเชื่อถือหรือไม่ เหมาะสำหรับคุณหรือเปล่า วัฒนธรรมในองค์กรเป็นอย่างไรรวมไปรายละเอียดต่างๆที่จะเป็นการเตรียมตัวที่ดีทั้งตอนพูดคุย ยื่นเอกสาร การสัมภาษณ์งาน และการทำงาน Resume ในปัจจุบันนี้องค์กรต่างๆให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมเรื่อง เรซูเม่เป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นคุณจะต้องใส่ใจการเขียนเรซูเม่ ตั้งแต่ประวัติส่วนตัว คุณสมบัติ ความสามารถและประสบการณ์ในการทำงาน เพื่อที่จะแสดงถึงความเป็นมืออาชีพและดึงดูดความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น 3.การสัมภาษณ์งาน ในการหางานปัจจุบันนี้บางครั้งคุณจะต้องเตรียมตัวรับมือกับการสัมภาษณ์งานทันทีตั้งแต่ยื่นในสมัคร หรือตั้งแต่วันแรกที่คุยรายละเอียด เพราะฉะนั้นจะต้องศึกษาข้อมูลต่างๆของบริษัทให้พร้อม การเตรียมตัวด้านการพูดและความน่าเชื่อถือ   ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้การหางานในจะมีแนวโน้มที่ยากขึ้นเรื่อยๆอีกทั้งยังมีคนจำนวนมาก มีความสามารถที่แตกต่างกันกำลังมองหางานเช่นเดียวกับตัวเรา แต่สิ่งที่คุณจะต้องยึดมั่นไว้เสมอก็คือ ความตั้งใจจริงในการหางานและทุ่มเทศึกษารายละเอียดต่างๆอยู่เสมอ ต้องมีความพร้อมในแต่ละด้าน หมั่นสังเกต หมั่นค้นคว้าตามช่องทางการประกาศสมัครงานต่างๆในโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ หรือป้ายประกาศ รวมไปถึงตามบริษัทต่างๆที่คุณจะเข้าไปติดต่อสอบถามด้วยตนเอง ถ้าหากว่าคุณมีความเชื่อมั่นและตั้งใจจริงในการหางานและรู้จักใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์จะต้องสามารถหางานที่เหมาะสมกับตนเองและเต็มไปด้วยความราบรื่นในการหางาน สมัครงาน สัมภาษณ์งานไปจนถึงการทำงานได้อย่างแน่นอน เพียงเท่านี้ปัญหาการว่างงานจะต้องไม่เกิดกับตัวคุณทั้งตอนนี้และในอนาคตแน่นอน

Continue reading
วิธีการทำงานร่วมกับคนต่างวัย

วิธีการทำงานร่วมกับคนต่างวัย

สิ่งที่เราทุกคนจะต้องพบเจอในทุกๆการทำงาน ก็คือช่องว่างระหว่างวัยของเพื่อนร่วมงาน ที่ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นใหม่ คนที่มีประสบการณ์ อายุเยอะกว่า อายุน้อยกว่า ซึ่งวัยที่ต่างๆกันก็จะนำมาซึ่งความแตกต่างทางด้านทัศนคติ การสื่อสาร ทางความคิดและการดำเนินชีวิตต่างๆ แต่ทั้งนี้การที่จะเรียนรู้และปรับตัวให้สามารถทำงานร่วมกับคนต่างวัยก็ไม่ใช่เรื่องง่าย วันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆกับวิธีการทำงานกับคนที่มีอายุต่างกันที่จะสามารถนำไปเป็นแนวทางและใช้รับมือกับปัญหาเหล่านี้ได้อย่างนี้และนำมาซึ่งการอยู่ร่วมกันและทำงานในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ 1.รู้จักช่วงวัย ในปัจจุบันนี้เราสามารถจัดแบ่งคนทำงานออกได้เป็น 3 กลุ่มตามช่วงอายุคน โดยแต่ละช่วงวัยก็จะมีอุปนิสัยที่แตกต่างกัน ในช่วงเริ่มต้นนั้นเราควรทำความเข้าใจและเรียนรู้ถึงการใช้ชีวิตและความเป็นอยู่ของคนแต่ละ Gen เพื่อที่จะนำมาซึ่งการปรับตัวให้ดีมากยิ่งขึ้น – เบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer) กลุ่มคนเบบี้บูมเมอร์ คือคนที่เกิดในช่วงหลังสงครามโลกครั้ง 2 ตั้งแต่ พ.ศ. 2489 – 2507 โดยคนกลุ่มเจริญเติบโตมาจากยุคที่เต็มไปด้วยความเจริญก้าวหน้าและโอกาสต่างๆ จึงทำให้เป็นคนที่ความอดทนสูง ทำงานเก่ง มีชีวิตเพื่อทำงาน แต่ก็มองโลกในแง่ดี มีความเป็นตัวของตัวเอง รักการทำงานเป็นทีม และยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น ให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นอย่างมากและก็ยึดติดกับเรื่องลำดับอาวุโส – Generation X หรือ Gen X กลุ่มคนGen X เป็นคนที่เกิดในช่วง พ.ศ. 2508 – 2522 โดยเติบโตในช่วงที่มีความเจริญแล้ว อีกทั้งยังเกิดพร้อมๆกับการพัฒนาด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีต่างๆ คนกลุ่มนี้จะเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ เป็นง่ายๆ มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่เน้นทางการ แต่เน้นความสบายใจ โดยคนกลุ่มนี้มักจะทำให้ความสำคัญกับเรื่องครอบครัวและงาน เน้นทำงานคนเดียว มีความคิดเปิดกว้าง พร้อมที่จะน้อมรับความคิดเห็นและคำแนะนำอยู่เสมอ แต่ก็ไม่ชอบพึ่งพาใคร – Generation Y หรือ Gen Y กลุ่มคน Gen Y คือคนที่เกิดในช่วง พ.ศ. 2523 – 2540 โดยคนกลุ่มนี้เติบโตมาท่ามกลางการพัฒนาของการเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตที่มีอิสระทางความคิดและการเรียนรู้ที่เปิดกว้าง คนทำงานที่อยู่ในกลุ่ม Gen Y จึงเป็นที่มีความสามารถ มีความคิดสร้างสรรค์และแปลกแหวกน้อย ชอบด้านเทคโนโลยี ไม่ชอบอยู่ในกรอบ ไม่ชอบการตั้งเงื่อนไขหรือกฎระเบียบ 2.ให้ความเคารพผู้อื่นเสมอ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มช่วงวัยใดสิ่งที่คุณจะต้องปฏิบัติอยู่เสมอก็คือการเคารพผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความอาวุโสและประสบการณ์ที่เขามี และเช่นเดียวกันถ้าหากคุณมากประสบการณ์ ก็ควรที่จะให้ความเคารพผู้อื่นอยู่เสมอ ความสุภาพและความอ่อนน้อมถ่อมตนจะนำมาซึ่งการทำงานที่ราบรื่นและสามารถสื่อสารกันด้วยความเข้าใจ 3.พัฒนาตนเองอยู่เสมอ การทำงานร่วมกับคนต่างวัยนั้นคุณจะต้องรู้จักพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ในเรื่องการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นคนช่วงอายุไหน ก็ต้องพร้อมที่น้อมรับความคิดเห็นของผู้อื่น รู้จักรับผิดเมื่อผิดพลาด และใส่ใจในการพัฒนาศักยภาพของการทำงาน การแชร์และแสดงความคิดเห็นของคนแต่ละช่วงวัยในการทำงาน สามารถที่จะนำมาประยุกต์ใช้และนำมาซึ่งการทำงานที่เข้ากันดี 4.รู้จักวางตัว คุณจะต้องรู้จักการวางตัวในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นช่วงอายุไหน เก่งกาจมาจากไหน มีประสบการณ์มากหรือน้อย อย่าไปแสดงการอวดรู้ ยกตนข่มท่าน หรือปืนเกลียวกับผู้อื่น ให้เกียรติคนที่ทำงานด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ใหญ่ที่เขาทำงานมาก่อน สิ่งเหล่านี้จะช่วยกระชับความสัมพันธ์กับคนในที่ทำงาน เมื่อคุณปฏิบัติและวางตัวดีกับเขา เขาก็จะทำแบบเดียวเช่นกันกับคุณ 5.ยอมรับและรู้จักใจกว้าง เรียกว่าเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ถ้าหากคุณอยากที่จะทำงานร่วมกับคนต่างวัยอย่างมีความสุขและราบรื่น ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงอายุใดก็ตาม ก็ต้องเปิดใจให้กว้างและพร้อมที่จะยอมรับความแตกต่างและลักษณะการทำงานของแต่ละคน เข้าใจพฤติกรรมและวิถีชีวิตหรือสไตล์ของแต่ละวันที่เขาจะแสดงออกมา ยินดีรับฟังความคิดเห็นพวกเขาอยู่เสมอ ต้องเรียนรู้ว่าแต่ละวัยนั้นเขานิสัยอย่างไร ต้องการอะไร คิดหรือทำอย่างไร และเมื่อคุณรู้แล้วก็จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการทำงาน ที่จะสามารถช่วยลดการเกิดปัญหาต่างๆได้เป็นอย่างดี 6.ตั้งใจทำงาน สิ่งหนึ่งที่คุณจะต้องตระหนักและตั้งเป้าหมายไว้ก็คือ การทำงานที่ดีและมีประสิทธิภาพ เมื่อคุณเข้ากับคนที่ทำงานได้ดีแล้วก็ควรที่จะมุ่งมั่นตั้งใจทำงานอย่างดี เน้นเป้าหมายให้การทำงานสำเร็จเป็นหลัก อย่าไปคิดหรือใส่ใจมากกับเรื่องคนอื่น ใครจะมาสาย ใครไม่ทำงาน ใครทำอย่างดีหรือไม่ดี เราต้องยอมรับและปล่อยวาง และคิดไว้เสมอว่าผลลัพธ์ของการทำงานจะต้องมาก่อนเสมอ การทำงานในองค์กรที่มีความแตกต่างด้านอายุนั้นไม่ใช่ปัญหาในการทำงานเลยถ้าหากเราเรียนรู้ที่จะปรับปรุงแก้ไข เข้าใจกันและกัน รักในงานและองค์กร มีความตั้งใจที่จะนำความสำเร็จมาให้กับบริษัท และพร้อมที่จะยอมรับ เปิดใจและเรียนรู้นิสัยและลักษณะของแต่ละคน เพียงเท่านี้ไม่ว่าจะแตกต่างทางวัย หรือมีอะไรที่ไม่เหมือนกัน ก็สามารถที่จะทำงานร่วมกันได้อย่างแน่นอน

Continue reading
โยคะเหินฟ้า (Aerial Flow Yoga)

โยคะเหินฟ้าคืออะไร แล้วมีดีอย่างไรบ้าง

เชื่อว่าหลายๆ คนที่ตามกระแสรักสุขภาพที่มาแรงแบบไม่มีตกในบ้านเราย่อมต้องอยากหาวิธีออกกำลังกายที่ตัวเองชอบหรือสไตล์การออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตัวเองอยู่แน่นอน เพราะคนรักสุขภาพอาจไม่ได้ปลื้มการวิ่งหรือการเล่นเวทหนักๆ เสมอไป เพราะฉะนั้นเราจึงมีวิธีออกกำลังกายที่ช่วยทั้งเรื่องการลดน้ำหนัก ปรับสมดุลของร่างกาย จิตใจและอารมณ์อย่างครบเครื่อง นั่นก็คือการเข้าคลาสโยคะสำหรับการลดน้ำหนักนั่นเอง ซึ่งในประเทศไทยของเรานั้นการเล่นโยคะนั้นเป็นที่นิยมมาเป็นเวลานานแล้ว จนกระทั่งปัจจุบันได้เกิดคลาสโยคะหลายๆ ประเภทขึ้นใหม่มากมาย และวันนี้เราจะไปดูกันว่าหนึ่งในสุดยอดคลาสโยคะสำหรับการรักษาสุขภาพที่ดีในประเทศไทยนั้น มีชื่อว่า โยคะเหินฟ้า (Aerial Flow Yoga) อะไรคือโยคะเหินฟ้า โยคะชนิดนี้เป็นโยคะรูปแบบใหม่ ได้รับความนิยมมาไม่นานนี้ เป็นการฝึกโยคะบนอุปกรณ์ที่เรียกว่า Hammock ซึ่งจะช่วยให้คุณลอยในอากาศแล้วยังสามารถหมุนได้ถึง 360 องศานั่นเอง ซึ่งสามารถช่วยให้คุณทำการฝึกท่าต่างๆได้มากมายและเกิดประสิทธิภาพสูงในการเล่นโยคะต่อทั่วร่างกายของคุณ แล้วการฝึกโยคะเหินฟ้า หรือ Aerial Flow Yoga นั้นได้อะไรบ้าง เรามาลองดูกัน! ใช้อวัยวะทุกส่วนของร่างกาย เนื่องจากวิธีการและการฝึกโยคะชนิดนี้จำเป็นต้องขยับอวัยวะทุกส่วนในร่างกาย รวมถึงกล้ามเนื้อที่มีการยืดหรือ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา นอกจากนั้นยังมีส่วนช่วยให้ข้อต่อต่างๆในร่างกายของคุณเพิ่มความแข็งแรงมากขึ้นด้วย จากการเคลื่อนที่ของโยคะชนิดนี้ ช่วยทางด้านสภาวะจิตใจให้ดีขึ้น อย่างที่พวกเราหลายๆคนรู้กันอยู่แล้ว การออกกำลังกายนั้นมีส่วนช่วยให้สภาวะจิตใจดีขึ้น แล้วอะไรคือสิ่งที่โยคะเหินฟ้านั้นช่วยพวกเรา เวลาออกกำลังกายด้วยโยคะชนิดนี้ เพราะว่า การเล่นโยคะนั้นชวยลดความเครียดและช่วยให้จิตใจไม่มีความกังวล เนื่องจากเราต้องมีการควบคุมลมหายใจและสรีระต่างๆเวลาเล่นโยคะนั้นเอง รวมถึงยังช่วยให้คุณลดความกังวลระหว่างวันและช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ต่างๆให้คุณอีกด้วย เพิ่มประสิทธิภาพในการเคลื่อนไหว เนื่องจากโยคะชนิดนี้ช่วยให้คุณเคลื่อนไหวได้อย่างเป็นอิสระ แล้วยังลดแรงกระแทกต่างอีกด้วยโดยการเคลื่อนไหวอยู่ในอากาศนั้นเอง การเคลื่อนที่ในอากาศนั้นลดแรงตึงในกระดูกและกล้ามเนื้อต่างๆ ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวได้อย่างสุดความสามารถขณะคุณฝึกท่าโยคะต่างๆนั่นเอง โดยเฉพาะบริเวณกระดูกสันหลังและหัวไหล่ ซึ่งมีโอกาสน้อยครั้งมากที่จะได้เคลื่อนไหวในส่วนนี้ขณะใช้ชีวิตประจำวันทั่วๆไป แก้ปัญหาการปวดหลัง อย่างที่ทุกๆคนรู้กันอยู่ว่า การที่เล่นโยคะชนิดนี้คือการห้อยตัวและเคลื่อนตัวด้วยท่าต่างๆ ทำให้เส้นประสาทไขสันหลัง รวมถึงข้อต่อสะโพกต่างๆ ลดการเกิดแรงกระแทกหรือแรงกดต่อหลังของเราได้ดีขึ้น ซึ่งช่วยให้คุณรู้สึกโล่งและบรรเทาอาการปวดหลังของคุณไปพร้อมๆกัน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพต่อระบบย่อยอาหาร โยคะเหินฟ้านั้น ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆมากมาย ซึ่งการเคลื่อนไหวนี้เอง ทำให้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการย่อยอาหารอย่างเห็นได้ชัดเพราะการเคลื่อนมากขึ้น ทำให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหว จึงช่วยให้ย่อยอาหารได้ดีขึ้นนั่นเอง ทำให้มีความสุขมากขึ้น ขณะที่เราเล่นโยคะเหินฟ้านั้น ตัวเราจะลอยอยู่ในอากาศ ซึ่งช่วยให้สารอาดีนาลีนหลั่งออกมามากขึ้น ซึ่งสารตัวนี้ช่วยทำให้เราได้รับฮอร์โมนความสุขต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ซีโรนิน(serotonin) เอนโดฟิน(endorphins) ออกซีโทซิน(oxytocin) โดฟามาย(dopamine) ซึ่งสารทั้งหมดเหล่านี้ช่วยให้คุณรู้สึกมีพลังและกระชับกระเฉงมากขึ้น ที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนี้เป็นเพียงข้อดีบางส่วนเท่านั้น ซึ่งจริงๆแล้วโยคะเหินฟ้า หรือ Aerial Flow Yoga นั้น มีประโยชน์มากมายในการช่วยทั้งสภาวะจิตใจและร่างกายให้ดีขึ้น ถ้ามีโอกาสอยากให้ไปลิ้มลองรสชาติของโยคะชนิดนี้ดูนะครับ ไม่แน่มันอาจทำให้ชีวิตคุณดีขึ้น แต่สุดท้ายนี้การทำอะไรก็ตามไม่ว่าจะออกกำลังกาย ทำงาน ใช้ชีวิตอย่างหักโหมมากเกินไป ดังนั้นควรทำอะไรอย่างพอเหมาะ และพอดี เพื่อชีวิตที่ดีพอนะครับ

Continue reading